thansettakij
thansettakij
หลักชัยเมืองยาง เร่งปั้นนิคมสีเขียว ดึงทุนต่างชาติ  ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด มุ่ง Net Zero ปี 2574

หลักชัยเมืองยาง เร่งปั้นนิคมสีเขียว ดึงทุนต่างชาติ ขยายพลังงานสะอาด มุ่ง Net Zero

19 ต.ค. 69 | 03:08 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 03:26 น.

'หลักชัยเมืองยาง' เร่งปั้นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ปักหมุด Net Zero ปี 2574 ทุ่มแผนพลังงานสะอาดเกือบ 200 เมกะวัตต์ พร้อมระบบรีไซเคิลน้ำ ดึงโรงงานร่วมลดคาร์บอน รักษาฐานทุนต่างชาติให้อยู่ยาว

KEY

POINTS

  • นิคมฯ หลักชัยเมืองยาง ตั้งเป้าหมายเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2574
  • เร่งขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งเป้ากำลังการผลิตเกือบ 200 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero
  • ชูมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) เป็นจุดแข็งในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ากำลังผลักดันให้บริษัทข้ามชาติทบทวนห่วงโซ่อุปทานและกระจายฐานการผลิต ขณะเดียวกัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับมือกับข้อกำหนดด้านคาร์บอนและเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดของตลาดโลก

โจทย์ของนิคมอุตสาหกรรมในวันนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาที่ดินและสาธารณูปโภคให้พร้อมรองรับโรงงาน แต่ยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและรองรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว นี่คือทิศทางที่ “หลักชัยเมืองยาง” กำลังเดินหน้า

นายกรกฎ กิตติพล กรรมการบริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) 

นายกรกฎ กิตติพล กรรมการบริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวทางยกระดับนิคมฯ ให้ตอบโจทย์ทั้งภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และชุมชน พร้อมสะท้อนความท้าทายในการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจและความยั่งยืนเดินหน้าไปด้วยกัน

วางเป้านิคมสีเขียว ดันพลังงานสะอาดยกระดับความยั่งยืน

นายกรกฎกล่าวว่า แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างพื้นที่ร่มรื่น แต่ต้องครอบคลุมการใช้พลังงานสะอาด การจัดการน้ำ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นการปล่อยคาร์บอนและเครดิตคาร์บอน ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจมากขึ้น

หลักชัยเมืองยาง วางเป้านิคมสีเขียว ดันพลังงานสะอาดยกระดับความยั่งยืน

สำหรับหลักชัยเมืองยางตั้งเป้าพัฒนานิคมฯ ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยและทิศทางกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งส่งผลต่อผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ

ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เมื่อมีผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในนิคมฯ มากขึ้น บริษัทต้องการวางระบบให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการและพนักงาน

แนวทางการพัฒนานิคมฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่โรงงาน แต่รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อให้บรรยากาศภายในนิคมฯ มีสวนและพื้นที่ริมน้ำ ไม่ใช่มีเพียงอาคารโรงงานและสิ่งปลูกสร้างทางอุตสาหกรรมเท่านั้น

เป้าหมายคือทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้ยังคงความเขียวต่อไป แม้จะมีอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีความสุข โดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

เดินหน้าดูแลชุมชน ควบคู่พัฒนาพลังงานสะอาด

นายกรกฎกล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานทยอยเข้ามาลงทุนเป็นระยะ อาจมีผลกระทบระหว่างการก่อสร้าง เช่น ฝุ่นและความไม่เรียบร้อยในพื้นที่ บริษัทจึงต้องพัฒนาระบบดูแลควบคู่กัน เพื่อไม่ให้การดำเนินงานของโรงงานส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบและผู้ประกอบการที่อยู่ในนิคมฯ อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน บริษัทจะทยอยผลักดันการใช้พลังงานสะอาด และเชิญชวนผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เพื่อให้การพัฒนานิคมฯ และการดูแลชุมชนเดินหน้าไปพร้อมกัน

ตัวอย่างล่าสุดคือการให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดระยอง โดยนิคมฯ ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภายในพื้นที่และเครือข่ายในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อร่วมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน เพื่อให้การเติบโตของนิคมฯ เกิดประโยชน์ร่วมกัน

บริษัทมองว่า การสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างนิคมฯ กับชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมฯ

ถึงนิคมฯอยู่ห่างแต่ก็ไม่ได้ห่างถึงขั้นไปอยู่เป็นร้อยกิโลเมตร ก็ยังต้องมีคนอยู่ หรือคนที่เข้ามาอยู่ใหม่ที่มาทำงานกับเรา อาจจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่นิคม แต่ก็ต้องไปซื้อบ้านอยู่อาศัย พัฒนาพื้นที่ตรงนั้น อนาคตต้องมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องสร้างตั้งแต่วันนี้ว่า ทำยังไงให้พื้นที่ตรงนี้เป็นสีเขียว

ชวนโรงงานขึ้นทะเบียน CFO ปูทางสู่ Net Zero ปี 2574

นายกรกฎกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2574 จะผลักดันนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยในปี 2570 จะเริ่มจากการเชิญชวนโรงงานทุกแห่งในนิคมฯ ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละโรงงาน และทำให้ผู้ประกอบการทราบสถานะการปล่อยคาร์บอนของตนเอง

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียน CFO ยังเป็นการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับให้โรงงานทุกแห่งต้องดำเนินการ โดยบริษัทจะเริ่มจากการขึ้นทะเบียนในส่วนของนิคมฯ เอง ก่อนเชิญชวนโรงงานต่าง ๆ เข้าร่วมดำเนินการ เพื่อวางแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน

ถือเป็นการเชิญชวน เพราะว่าในภาพของเจ้าบ้าน นิคมฯของเรา ทำ CFO ก็จะมีการไปขึ้นทะเบียนว่ามีการปล่อยเท่าไหร่ ก็จะได้ทราบตัวเองแล้วว่าเราปล่อยคาร์บอนลงไปเท่าไหร่

นายกรกฎกล่าวว่า บริษัทจะร่วมกับผู้ประกอบการในนิคมฯ ศึกษาแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงานและสารเคมีในกระบวนการผลิต โดยพิจารณาว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหรือทางเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำลงได้บ้าง เพื่อกำหนดแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน

เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2574 เป็นเรื่องท้าทาย

แม้ยอมรับว่าการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2574 เป็นเรื่องท้าทาย แต่บริษัทเห็นว่าจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายและเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในนิคมฯ โดยใช้แนวคิดการดูแลผู้ลงทุนเสมือนเป็นคนในครอบครัว เพื่อให้ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว

ถามว่าจะถึงเป้าไหม ดูเหมือนจะยาก แต่ผมคิดว่าถ้าไม่ตั้งก็ไปไม่ถึง ผมคิดว่าคนในนิคม ถ้าเราดูแลเขาเหมือนอยู่บ้าน ยังไงเขาก็ต้องร่วมมือกับเราในการช่วยเหลือกัน

นายกรกฎระบุว่า การสร้างความยั่งยืนให้กับนิคมฯ ไม่ได้มีเพียงการดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง และลดความเสี่ยงในการย้ายฐานการผลิตหรือขยายการลงทุนไปยังพื้นที่อื่น

เราต้องการให้ผู้ประกอบการอยู่กับนิคมฯ ในระยะยาว โดยดูแลกันเหมือนคนในบ้านเดียวกัน จึงต้องเริ่มวางแผนและดำเนินการร่วมกันตั้งแต่วันนี้ เพราะหากผู้พัฒนานิคมฯ ไม่เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เมื่อในอนาคตผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ก็อาจหันมาถามว่านิคมฯ จะช่วยเหลือหรือสนับสนุนพวกเขาอย่างไร หากไม่มีแผนรองรับไว้ตั้งแต่ต้น เรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นปัญหาได้

ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด มุ่งเป้าเกือบ 200 เมกะวัตต์

หลักชัยเมืองยางเดินหน้าพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของนิคมฯ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์มุ่งเป้าเกือบ 200 เมกะวัตต์

ปัจจุบันมีโครงการและแผนพัฒนาพลังงานสะอาดหลายส่วน ได้แก่ โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar)ดำเนินการแล้ว 116 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างติดตั้งเพิ่ม 7 เมกะวัตต์ และมีแผนขยายกำลังการผลิตอีก 20–30 เมกะวัตต์ โซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop)ติดตั้งแล้ว 20 เมกะวัตต์ และมีแผนขยายเพิ่ม 30–50 เมกะวัตต์

สำหรับโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) มีแผนพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับกำลังการผลิตอีก 100 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานลม (Wind Power) ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขนาด 120 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรกมีขนาด 60 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ซอกเขาใกล้ชายฝั่ง ร่วมกับบริษัทบางจาก

หลักชัยเมืองยาง ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด มุ่งเป้าเกือบ 200 เมกะวัตต์

เดินหน้าระบบรีไซเคิลน้ำ ตั้งเป้าหมุนเวียนใช้ 30%

หลักชัยเมืองยางเตรียมพัฒนาระบบบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ โดยตั้งเป้าระยะแรกให้มีสัดส่วนการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำประมาณ 30% ก่อนทยอยขยายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อบริหารจัดการน้ำเสียภายในนิคมฯ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายกรกฎกล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับผู้ให้บริการหลายรายเพื่อพัฒนาระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งคาดว่าโครงการจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2570 ปัจจุบันมีการดำเนินงานในส่วนนี้แล้ว โดยทดลองระบบชุดแรกที่มีกำลังการผลิตประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

เป้าหมายระยะยาวคือการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด โดยมุ่งสู่แนวทาง Zero Liquid Discharge (ZLD) ซึ่งไม่ปล่อยน้ำเสียในรูปของเหลวออกสู่ภายนอก และควบคุมการจัดการน้ำเสียให้อยู่ภายในพื้นที่นิคมฯ

ถึงการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด แต่ถ้าควบคุมและจัดการน้ำเสียภายในพื้นที่ได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้มาก

ESG เกณฑ์สำคัญ นักลงทุนต่างชาติใช้ประเมินนิคมฯ ก่อนตัดสินใจลงทุน

นายกรกฎกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาเลือกพื้นที่ลงทุนของผู้ประกอบการต่างชาติ โดยในขั้นตอนการประเมินเบื้องต้น นักลงทุนจะพิจารณาทั้งความต้องการใช้พื้นที่ ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เช่น น้ำและไฟฟ้า ตลอดจนมาตรฐานและการรับรองต่าง ๆ ที่นิคมอุตสาหกรรมมีอยู่

ขณะเดียวกันยังมองว่า แนวโน้มด้านความยั่งยืน (Sustainability) เป็นทิศทางสำคัญของโลก และการเริ่มดำเนินการก่อนที่มาตรฐานต่าง ๆ จะกลายเป็นข้อบังคับ ถือเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

ผมคิดว่าเทรนด์ของเรื่อง Sustainability เรื่องความยั่งยืนเป็นเทรนด์ของโลก ใครทำก่อนถือว่าได้เปรียบ เพราะตอนนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ แต่เป็น Nice to have ในอนาคตวันที่จำเป็น เป็นกฎบังคับ แล้วไปทำตอนนั้น ทุกอย่างจะเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นคนทำก่อนก็จะได้เปรียบ

สำหรับการมีมาตรฐานหรือใบรับรองที่เกี่ยวข้องจึงเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและทำให้การตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุนง่ายขึ้น ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีมาตรฐานเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งพัฒนาความพร้อม

แม้ปัจจุบันนิคมฯ อาจยังไม่มีมาตรฐานหรือใบรับรองครบถ้วน แต่หากมีแผนดำเนินงาน (Action Plan) ที่ชัดเจน สามารถอธิบายแนวทางและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักลงทุนได้ ก็ยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

ยึด ESG ตั้งแต่เริ่มพัฒนานิคมฯ เดินหน้าดึงชุมชนร่วมสร้างความยั่งยืน

นายกรกฎกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยศึกษามาตรฐานและแนวทางการดำเนินงานของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นอย่างโตไก รวมถึงแนวทางของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อวางแนวทางพัฒนานิคมฯ ที่คำนึงถึงทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชนในชุมชนโดยรอบ

โดยบริษัทมีผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องดังกล่าวร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการภายในนิคมฯ เข้ามามีส่วนร่วม แม้บางบริษัทจะยังไม่ได้ดำเนินงานด้าน ESG อย่างจริงจังก็ตาม

การดำเนินงานด้านสังคมโดยเฉพาะการดูแลชุมชน เป็นสิ่งที่บริษัททำมาตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนานิคมฯ ปัจจุบันกำลังเดินหน้าผลักดันการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ผู้พัฒนานิคมฯ ผู้ประกอบการ และชุมชนโดยรอบมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน