thansettakij
thansettakij
เมื่อเอกชนไทยรุกก้าวสู่ SMR ปส. พร้อมกำกับดูแลเชิงรุก เพื่อความมั่นคงพลังงาน

เมื่อเอกชนไทยรุกก้าวสู่ SMR ปส. พร้อมกำกับดูแลเชิงรุก เพื่อความมั่นคงพลังงาน

14 ต.ค. 69 | 03:59 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 03:59 น.

PDP 2026 ดัน SMR 9,000 เมกะวัตต์ เปิดทางเอกชนไทยรุกลงทุนเทคโนโลยีนิวเคลียร์หลากรูปแบบ ขณะที่ ปส. เร่งกำกับดูแลเชิงรุก เตรียมกฎระเบียบ ใบอนุญาต และมาตรฐานความปลอดภัย รองรับอนาคตพลังงานไทย

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนไทยรายใหญ่หลายบริษัทกำลังรุกศึกษาและลงทุนในเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกพลังงานสะอาดตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)
  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ได้ปรับการทำงานสู่เชิงรุกผ่านกระบวนการ "Pre-Counseling Evaluation" เพื่อให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ความร่วมมือระหว่าง ปส. และภาคเอกชนมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ SMR เกิดขึ้นจริงอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

บทความ โดย : นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) กำลังทำให้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR กลับมาเป็นที่สนใจอย่างมากในประเทศไทย หลังมีการเสนอให้บรรจุเป้าหมาย SMR ราว 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2050 ซึ่งไม่ใช่การสร้างทันที แต่สะท้อนว่า SMR กำลังยกระดับจากแนวคิดเชิงเทคโนโลยีไปสู่ทางเลือกสำคัญของระบบพลังงานไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคเอกชน คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจากความพร้อมของประเทศ ไปสู่การจับตาว่าใครกำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีรูปแบบใดบ้าง

ในฐานะสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) หน่วยงานหลักในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ได้เข้าไปทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความเคลื่อนไหวช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าแต่ละบริษัทไทยเริ่มวางทิศทางหลากหลายน่าสนใจ

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผ่าน บ้านปู เวสเจอร์ส ได้เข้าร่วมลงทุนใน ARC Clean Technology ผู้พัฒนา ARC-100 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น Advanced SMR แบบ Sodium-cooled Fast Reactor (SFR) กำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ไฟฟ้า เด่นด้วยการใช้โซเดียมเป็นสารหล่อเย็นและผลิตความร้อนสำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการลงทุนตรงของผู้ประกอบการไทย

ขณะที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี ให้ความสนใจเทคโนโลยี Molten Salt Reactor (MSR) ของ Saltfoss Energy จากเดนมาร์ก ในรูปแบบ Power Barge บนเรือ เพื่อประยุกต์ใช้ผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อน

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับเครือสหพัฒน์ศึกษา SMR ตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสะอาดและเป้าหมาย Net Zero ในกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ส่วน บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก ก็วาง SMR เป็นหนึ่งในทางเลือกเติบโตตามแผน PDP 2026 โดยเร่งสร้างองค์ความรู้และแสวงหาพันธมิตรธุรกิจ

เมื่อเอกชนไทยรุกก้าวสู่ SMR ปส. พร้อมกำกับดูแลเชิงรุก เพื่อความมั่นคงพลังงาน

ขณะที่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับมอบหมายให้ศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นทางเลือกพลังงานสะอาด และในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ) ผู้คาดว่าจะรับบทบาทเป็นผู้ดำเนินงานยูนิตแรกๆ กำลังศึกษาภาพรวมทั้งเทคโนโลยี พื้นที่ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน โดยคาดว่าเน้นกลุ่ม Light Water Reactor (LWR) ที่ใช้งานมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี ไม่ว่าจะเป็น PWR เช่น NuScale, ACP100, i-SMR, Rolls-Royce หรือ BWR อย่าง BWRX-300 ท่ามกลางความหลากหลายทั้งเทคโนโลยี SFR, MSR และ LWR

ปส. ตระหนักดีว่าเทคโนโลยีจะไม่สามารถเดินหน้าได้หากขาดมาตรฐานความปลอดภัย ปส. จึงปรับรูปแบบการทำงานสู่เชิงรุกผ่านกระบวนการ Pre-Counseling Evaluation ร่วมกับภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เริ่มศึกษาโครงการ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานสากล (IAEA) การประเมินพื้นที่ตั้งล่วงหน้าทั้งมิติธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงการลงทุนและสร้างความมั่นใจให้ชุมชน โดยแนวทางนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ปส. ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับดูแลและผู้สนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้ายังช่วยลดอุปสรรค และระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติให้เป็นไปอย่างรวดเร็วแต่รัดกุม รักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมพลังงาน กับการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ปส. ยังได้เร่งพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร เครื่องมือ และเทคโนโลยีการตรวจประเมินให้เท่าทันนวัตกรรมนิวเคลียร์ยุคใหม่ เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการไทยได้อย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ ควบคู่ไปกับการสร้างความรับรู้และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ให้ได้รับการยอมรับและเปิดกว้างอย่างยั่งยืน

อนาคตพลังงานนิวเคลียร์ไทยจึงไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบกับพลังงานประเภทอื่น แต่เป็นโจทย์สำคัญว่าเทคโนโลยีใดและผู้เล่นรายใดจะเหมาะสมที่สุดกับประเทศไทย ในวันนี้ที่หลายแห่งกำลังศึกษาและประเมินโอกาส องค์กรที่หารือกับ ปส. ตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นผู้ที่มีความพร้อมที่สุดในวันที่โอกาสทางธุรกิจเปิดกว้าง

สิ่งสำคัญถัดจากนี้จึงเป็นการร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อผลักดัน SMR ให้เกิดขึ้นจริงอย่างปลอดภัยสูงสุด เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและประโยชน์สูงสุดของประชาชนไทย