
ปรมาณูเพื่อสันติ ถอดบทเรียนปฏิกรณ์ KRONOS สหรัฐฯ จัดทัพกฎหมายรับ SMR ไทย
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จับตาเกณฑ์นิวเคลียร์สหรัฐฯ จ่อไฟเขียวเครื่องปฏิกรณ์จิ๋ว KRONOS ในมหาวิทยาลัย 'นพ.รุ่งเรือง' ถอดบทเรียนรื้อกฎหมาย-ปั้นคน-คุมสถานที่ตั้ง เตรียมพร้อม 5 มิติรับมือเทคโนโลยี SMR ไทย
KEY
POINTS
- สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กำลังศึกษาขั้นตอนการขอใบอนุญาตเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก KRONOS ในสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาด้านการกำกับดูแล
- บทเรียนที่ได้จะถูกนำมาใช้เตรียมความพร้อมของไทยในการจัดทำกรอบกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในอนาคต
- การเตรียมความพร้อมของ ปส. ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากฎหมาย, การยกระดับบุคลากร, การกำหนดเกณฑ์สถานที่ตั้ง, ระบบการอนุญาตที่โปร่งใส และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บริษัท NANO Nuclear Energy ร่วมกับ University of Illinois Urbana-Champaign (UIUC) สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขอใบอนุญาตก่อสร้างโครงการ KRONOS Micro Modular Reactor (MMR)
โดยคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐฯ (US NRC) ซึ่งเป็นโครงการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กมากในพื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อใช้ในงานวิจัย การศึกษา การพัฒนาบุคลากร และการสาธิตเทคโนโลยี ปส. มองว่าเป็นกรณีศึกษาสำคัญด้านการกำกับดูแล เพราะการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงมาใช้จริงต้องควบคู่กับการกำกับดูแลที่รัดกุมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
KRONOS MMR เป็นเครื่องปฏิกรณ์แบบระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง (HTGR) มีกำลังความร้อน 45 เมกะวัตต์ความร้อน (MWth) นายแพทย์รุ่งเรืองชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวคือความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิชชันภายในแกนปฏิกรณ์ ไม่ใช่กำลังไฟฟ้าสุทธิที่ส่งเข้าระบบ ในมุมการกำกับดูแล ความร้อนระดับนี้ต้องมีการวิเคราะห์พฤติกรรมทางอุณหภูมิศาสตร์อย่างรัดกุม เพื่อรับประกันว่าระบบถ่ายเทและรองรับภาระความร้อนได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาวะการทำงาน
ด้านสารหล่อเย็น โครงการเลือกใช้ก๊าซฮีเลียมซึ่งทำหน้าที่รับและถ่ายเทความร้อนจากแกนปฏิกรณ์ เนื่องจากเป็นก๊าซเฉื่อยที่ไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับวัสดุส่วนใหญ่ จึงช่วยลดความเสี่ยงด้านการกัดกร่อนและการระเบิดจากปฏิกิริยาเคมี อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ปส. ระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลยังต้องตรวจสอบระบบกักเก็บก๊าซความดันสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลภายใต้สภาวะการทำงานจริง
สำหรับเชื้อเพลิง โครงการใช้เชื้อเพลิง TRISO ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กห่อหุ้มด้วยชั้นวัสดุเซรามิกหลายชั้น ทำหน้าที่เป็นแนวกักเก็บผลิตผลฟิชชันและช่วยให้ทนอุณหภูมิสูงได้เกินระดับปกติ จัดเป็นระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) นายแพทย์รุ่งเรืองกล่าวว่าคุณสมบัติเหล่านี้ต้องผ่านการพิสูจน์สมรรถนะและผลการทดสอบทางวิศวกรรมอย่างชัดเจน จึงจะนับว่าเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้
นอกจากนี้ KRONOS MMR ยังมีระบบกักเก็บพลังงานความร้อนด้วยเกลือหลอมเหลว (TESS) เพื่อช่วยบริหารและปรับการจ่ายพลังงาน ในทางกำกับดูแล ผู้ตรวจสอบต้องประเมินจุดเชื่อมต่อระหว่างวงจรปฏิกรณ์นิวเคลียร์กับวงจรความร้อนภายนอก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแทรกแซงหรือการปนเปื้อนข้ามระบบ ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ส่วนลำดับเหตุการณ์ UIUC ยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างต่อ NRC เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 และ NRC รับคำขอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 จากนั้นเริ่มกิจกรรมตรวจสอบทางเทคนิคและความปลอดภัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 NANO Nuclear รายงานความก้าวหน้าในการจัดส่งข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติมตามข้อซักถามของ NRC
สำหรับเป้าหมายถัดไปของ NRC จะจัดทำร่างรายงานประเมินสิ่งแวดล้อมและร่างรายงานประเมินความปลอดภัยในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ก่อนออกรายงานประเมินสิ่งแวดล้อมฉบับสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2027 และรายงานประเมินความปลอดภัยฉบับสุดท้ายในเดือนกันยายน 2027 หากได้รับอนุมัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน คาดว่าโครงการอาจเริ่มกิจกรรมก่อสร้างระยะแรกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027
นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวว่า ในทางกฎหมายและการกำกับดูแล การที่ NRC รับคำขอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ไม่ได้หมายความว่า NRC รับรองความปลอดภัยหรืออนุมัติให้ก่อสร้างแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบหลักฐานทางวิศวกรรมอย่างเป็นทางการ การประเมินครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยทางวิศวกรรม ซึ่งตรวจการออกแบบแกนปฏิกรณ์ ระบบหล่อเย็น ระบบควบคุม และการป้องกันเชิงลึก (Defense-in-Depth) และการวิเคราะห์เหตุผิดปกติ ซึ่งต้องแน่ใจว่าระบบตัดการทำงานหรือระบายความร้อนได้เองโดยไม่พึ่งไฟฟ้าภายนอก
อีก 2 ด้านที่ต้องประเมินคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรังสี ครอบคลุมการบริหารจัดการกากกัมมันตรังสี การปลดปล่อยสารรังสี และผลต่อระบบนิเวศโดยรอบ รวมถึงกระบวนการขอใบอนุญาตแบบแยกระยะ โดยใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตเดินเครื่องเป็นคนละขั้นตอนกัน ผู้พัฒนาโครงการต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างครบถ้วนในแต่ละขั้นก่อนเริ่มดำเนินงานจริง
เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMRs/Microreactors) ในต่างประเทศสะท้อนว่าการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ปส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของไทย ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงถอดบทเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมใน 5 มิติ
มิติแรกคือการพัฒนากรอบกฎหมายและกฎระเบียบ โดยปรับปรุงและจัดทำกฎกระทรวง ประกาศ และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เช่น HTGR หรือไมโครรีแอคเตอร์ ซึ่งมีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์น้ำมวลเบาแบบเดิม ส่วนมิติที่สองคือการยกระดับศักยภาพบุคลากรกำกับดูแล โดยเร่งพัฒนาความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ความปลอดภัย ในการประเมินรายงานการวิเคราะห์ความปลอดภัย (SAR) และการประเมินความเสี่ยงทางวิศวกรรมขั้นสูง
มิติที่สามคือการกำหนดเกณฑ์ประเมินสถานที่ตั้ง ทั้งด้านธรณีวิทยา สภาพอากาศ แหล่งน้ำ ภัยธรรมชาติ และระยะห่างจากชุมชน โดยเฉพาะกรณีติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กใกล้เขตเมืองหรือสถานศึกษา ขณะที่มิติที่สี่คือระบบการอนุญาตและตรวจสอบที่โปร่งใส ซึ่งวางขั้นตอนที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ตั้งแต่การอนุมัติสถานที่ตั้ง การก่อสร้าง การเดินเครื่อง ไปจนถึงการยกเลิกการใช้งาน (Decommissioning) ตามหลักการป้องกันเชิงลึก
มิติสุดท้ายคือการสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย ปส. จะสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และตามหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความไว้วางใจในการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยและยั่งยืน







