

KEY
POINTS
ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยจัดสรรวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ใช้ในการสร้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยื่นเสนอข้อเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ 450 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า (DEET) โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม วงเงิน 200 ล้านบาท และโครงการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม วงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อยกระดับเทคโนโลยี ลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด
สำหรับการขอใช้เงินกู้ทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงานเร่งด่วน 1 ปี ในปีงบประมาณ 2570 โดยโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า (DEET) วงเงิน 200 ล้านบาท เพื่อเข้าไปช่วยเหลือ และพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง รวมทั้งสิ้น 800 กิจการทั่วประเทศ หรือเฉลี่ย 0.25 ล้านบาทต่อกิจการ เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตแบบครบวงจร ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ SME ปรับตัวตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน แนวคิด ESG และการก้าวสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า
ทั้งนี้ การดำเนินงานได้แบ่งออกเป็น 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ งานสัมมนาส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า วงเงิน 8 ล้านบาท โดยจะจัดสัมมนาจำนวน 16 ครั้งทั่วประเทศ ให้แก่บุคลากรและผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,600 คน เพื่อสร้างความตระหนักรู้อย่างกว้างขวาง
2.การให้คำปรึกษาแนะนำแบบทันที วงเงิน 120 ล้านบาท ดำเนินการแก่ SME ทั้ง 800 กิจการ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจประเมินการใช้พลังงาน จัดทำแผนผัง Energy Efficiency Roadmap รายสถานประกอบการ วิเคราะห์การใช้พลังงานตลอดกระบวนการผลิต และเสนอมาตรการปรับปรุงที่เห็นผลรวดเร็ว เช่น การปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน การเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และการปรับปรุงการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยจะคัดเลือก SME ที่มีศักยภาพ 320 กิจการ
3.การให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ วงเงิน 48 ล้านบาท โดยส่งเสริมการติดตั้งระบบตรวจวัดพลังงานแบบเรียลไทม์ นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาวิเคราะห์การสูญเสียพลังงาน ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และออกแบบการปรับปรุงเทคโนโลยีเชิงลึก เช่น ระบบอินเวอร์เตอร์ การปรับปรุงประสิทธิภาพหม้อต้มนํ้า และระบบทำความเย็น (Chiller Improvement) จำนวย 160 กิจการที่มีความพร้อมสูง
4.การดำเนินงานเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่า วงเงิน 19.20 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นโรงงานต้นแบบคาร์บอนตํ่า สนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ระบบฟื้นฟูความร้อนทิ้ง (Heat Recovery) โรงงานอัจฉริยะ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) และมาตรฐานการลดคาร์บอนระดับสากล และ 5.การติดตามประเมินผลเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 4.80 ล้านบาท
สำหรับผลที่คาดว่าจะได้จากโครงการ DEET กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประเมินว่า จะสามารถยกระดับระบบบริหารจัดการพลังงานให้แก่สถานประกอบการ SME ทั้ง 800 แห่ง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10 % โดยมีสถานประกอบการ 20% หรือประมาณ 160 กิจการ ที่มีความพร้อมยื่นขอรับการทวนสอบตามมาตรฐานคาร์บอนระดับสากล
ขณะเดียวกันจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมลงได้รวมกันไม่น้อยกว่า 16,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 20 ตันคาร์บอนฯ ต่อกิจการ) และที่สำคัญจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดความสูญเสียให้แก่ SME คิดเป็นมูลค่ารวมกันไม่น้อยกว่า 1,600 ล้านบาท (คำนวณจากผลประโยชน์เฉลี่ยกิจการละ 2 ล้านบาท)
ส่วนโครงการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อนสูง ที่ประสบปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูง จนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
โดยมีโครงสร้างงบประมาณแบ่งเป็น ค่าตอบแทนบุคลากรวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ วงเงิน 30.61 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการจ้างเหมาวิเคราะห์ทางเทคนิค วงเงิน 219.39 ล้านบาท มุ่งเน้นการส่งทีมวิศวกรเข้าสำรวจ วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการใช้เทคโนโลยีทดแทนในโรงงานเป้าหมายไม่น้อยกว่า 700 แห่ง
สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้ จะส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรม 700 แห่ง ได้รับการประเมินเครื่องจักร วิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดทำมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานอย่างครบถ้วน ช่วยสร้างแนวทางการลดต้นทุนด้านพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมรวมกันได้สูงถึง 10,500 ตันเทียบเท่านํ้ามันดิบต่อปี (toe) สามารถช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในอัตรา 10% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าของโรงงานทั้ง 700 แห่ง หรือสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้สูงถึง 122.01 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นมูลค่าผลประหยัดเงินค่าไฟฟ้าแก่ผู้ประกอบการสูงถึง 549.05 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นศักยภาพการประหยัดพลังงานเท่ากับ 10,493 toe ต่อปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง