thansettakij
thansettakij
ร่าง PDP 2026 ไฟเขียว 3 โรงไฟฟ้าสูบกลับ กฟผ. 2,480 MW ช่วยสร้างเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียนโต

ร่าง PDP 2026 ไฟเขียว 3 โรงไฟฟ้าสูบกลับ กฟผ. 2,480 MW ช่วยสร้างเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียนโต

01 ต.ค. 69 | 01:03 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ต.ค. 69 | 01:03 น.

กฟผ.เร่งเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า หลังร่าง PDP 2026 บรรจุโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 3 แห่ง รวม 2,480 เมกะวัตต์ ชูจุดเด่น “แบตเตอรี่พลังน้ำขนาดใหญ่” ต้นทุนค่าไฟต่ำ รองรับพลังงานหมุนเวียน พร้อมเร่งโครงการเขื่อนจุฬาภรณ์ 800 เมกะวัตต์ เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติก่อสร้าง

KEY

POINTS

  • ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับของ กฟผ. จำนวน 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 2,480 เมกะวัตต์
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า และทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่ขนาดใหญ่) รองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
  • โครงการทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ (ชัยภูมิ), เขื่อนวชิราลงกรณ (กาญจนบุรี) และเขื่อนกะทูน (นครศรีธรรมราช) โดยจะทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงปี 2577-2580

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ (สนพ.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย ระยะปานกลาง ปี 2565-2574 เพื่อให้แต่ละหน่วยงานด้านไฟฟ้ากำหนดแผนการพัฒนาและลงทุน ที่สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาตามนโยบายด้านพลังงานของประเทศ โดยบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ที่จะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

ร่าง PDP 2026 ไฟเขียว 3 โรงไฟฟ้าสูบกลับ กฟผ. 2,480 MW ช่วยสร้างเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียนโต

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ ( Pumped Storage Hydropower) ถือเป็นระบบกักเก็บพลังงานในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อยู่ในเสาหลักที่ 4 ของระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด (Smart Grid) ที่มีส่วนสำคัญช่วยในการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา และยังเปรียบเสมือนแหล่งพลังงานสำรอง (Power Bank) ที่สามารถกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และเข้าไปเสริมระบบเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จึงเป็นส่วนช่วยเติมเต็มให้กับโครงข่ายระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

PDP 2026 เพิ่ม PSH 2,480 MW

แหล่งข่าวจากอนุกรรมการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP 2026 เปิดเผยว่า ร่างแผน PDP 2026 ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว และคาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้ เบื้องต้นได้มีการบรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ (PSH) ของกฟผ.ไว้จำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,480 เมกะวัตต์

ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ที่มีกำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2577 โครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 900 เมกะวัตต์ มีกำหนด COD ในปี 2579 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับเขื่อนกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังการผลิต 780 เมกะวัตต์

คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2580 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงานและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า จากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่บรรจุอยู่ในร่างแผน PDP 2026 ในปริมาณที่มากขึ้นหรือมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกราว 24,300 เมกะวัตต์ และจากพลังงานลมอีก 2,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 จากปี 2568 ประเทศมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทุกประเภทรวอยู่ราว 16,458 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ร่างแผนพีดีพีฉบับใหม่ จำเป็นต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ ทำหน้าเสมือนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับที่ดำเนินการอยู่แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ เขื่อนภูมิพล กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา กำลังผลิต1,000 เมกะวัตต์ การเร่งผลักดันโครงการใหม่รวม 2,480 เมกะวัตต์นี้ จึงถือเป็นการขยายกำลังผลิตครั้งสำคัญสอดรับกับนโยบายสมาร์ทกริด (Smart Grid) และแผน PDP ของประเทศไทย ที่เน้นการเพิ่มความเชื่อถือได้และความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“แบตเตอรี่พลังน้ำ” เสริมพลังงานหมุนเวียน

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับถือเป็นแบตเตอรี่พลังนํ้าขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมให้มากขึ้น แม้พลังงานเหล่านี้จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีความไม่แน่นอนสูงและผันผวนตามสภาพอากาศ โรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับจึงเข้ามาอุดช่องว่างนี้

ด้วยหลักการทำงานที่อาศัยพลังงานศักย์ของนํ้า ที่มีอ่างเก็บนํ้า 2 ระดับ คืออ่างเก็บนํ้าตอนบนและอ่างเก็บนํ้าตอนล่าง โดยในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตํ่าหรือมีกระแสไฟฟ้าส่วนเกินจากระบบ ระบบจะใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านั้นสูบนํ้าจากอ่างตอนล่างกลับขึ้นไปกักเก็บไว้ยังอ่างตอนบน และเมื่อถึงช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) หรือในช่วงที่พลังงาหมุนเวียนอื่นไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ระบบจะปล่อยนํ้าจากอ่างตอนบนให้ไหลผ่านอุโมงค์ลงมาหมุนกังหัน เพื่อผลิตไฟฟ้าส่งกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือความสามารถในการเริ่มเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่าโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานถึง 2-4 ชั่วโมง ความฉับไวนี้เองที่ช่วยสร้างเสถียรภาพและป้องกันปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ ถือเป็นระบบกักเก็บพลังงานที่มีความคุ้มค่าสูงที่สุด โดยมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยตํ่าเพียงประมาณ 2 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่แข่งขันได้และช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานในภาพรวมของประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาสูงและมีความผันผวน

กฟผ.เร่งดันจุฬาภรณ์ 800 MW

แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า หลังจากแผน PDP 2026 ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2569 นี้ กฟผ.จะนำโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้า แบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ที่มีกำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ เสนอไปยังกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการก่อสร้าง เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการนี้ ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว

ในการก่อสร้าง 2 ส่วน ประกอบด้วย โครงสร้างบนพื้นดิน ได้แก่ อาคารรับนํ้า ริมอ่างเก็บนํ้าเขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนนํ้าสุ อ่างเก็บนํ้านํ้าสุ ถนนเข้าพื้นที่โครงการ พื้นที่ชั่วคราวสำหรับขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่ง พื้นที่จัดการวัสดุจากอุโมงค์ และพื้นที่สำนักงานภาคสนาม ที่พักคนงาน พื้นที่เก็บกองวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องจักร และโครงสร้างอยู่ใต้ดินและบางส่วนอยู่ในนํ้า ซึ่งเป็นระบบอุโมงค์และโรงไฟฟ้า ได้แก่ อาคารรับนํ้า ริมอ่างเก็บนํ้าเขื่อนจุฬาภรณ์ (โครงสร้างอยู่ในนํ้า) อุโมงค์ชักนํ้า โรงไฟฟ้าใต้ดิน อุโมงค์สายส่งไฟฟ้า อุโมงค์ทางเข้าโรงไฟฟ้า และอุโมงค์ระบายนํ้าท้ายนํ้า เป็นต้น