thansettakij
thansettakij
ส.อ.ท.ชำแหละ ‘PDP2026’ 50,900 เมกฯ อย่าเพิ่งรีบล็อกลงทุน หวั่นไทยติดกับดักต้นทุน

ส.อ.ท.ชำแหละ ‘PDP2026’ 50,900 เมกฯ เตือนอย่ารีบล็อกลงทุน หวั่นไทยติดกับดักต้นทุน

21 ก.ย. 69 | 05:24 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 05:28 น.

เปิด 4 ปมใหญ่ PDP2026 ส.อ.ท.เตือน Grid-ตลาด-กฎลงทุนยังไม่พร้อม รับไฟสะอาด ชี้จุดเสี่ยงอย่าล็อกไทยกับสมมติฐานวันนี้ ชี้ค่าไฟต้องแข่งขันได้ระยะยาว

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. เสนอว่าแผน PDP2026 ที่จะเพิ่มกำลังผลิต 50,900 เมกะวัตต์ ไม่ควรรีบตัดสินใจลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว เพราะอาจทำให้ประเทศติดกับดักต้นทุนในระยะยาว
  • กังวลว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเรียกร้องให้พิจารณาจาก "ต้นทุนรวมของทั้งระบบ" (Total System Cost) เพื่อให้ค่าไฟของไทยสามารถแข่งขันได้
  • เสนอให้ในช่วง 12 ปีแรก (พ.ศ. 2569-2580) เป็นช่วงสร้างทางเลือก (Option Value) ให้กับประเทศแทนการผูกมัดการลงทุนระยะยาว โดยให้ลงทุนในสิ่งที่จำเป็นก่อน และรอประเมินสถานการณ์ในอนาคต

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2026 (2569-2593) เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และได้ปิดรับฟังความเห็นไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 

โดยนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า หลังจากปิดรับความเห็น จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อสรุปความคิดเห็นทั้งหมดนำเสนอให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้รับทราบ เพื่อมอบให้กับคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศพิจาณา 

ซึ่งตั้งเป้าจะนำเสนอให้กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้พิจารณาภายในเดือนตุลาคม 2569 หากไม่มีการปรับแก้ร่าง PDP2026 มากเท่าใดนัก

ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จึงถือโอกาสสอบถามความคิดเห็นต่อร่าง PDP2026 กับนายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เกี่ยวกับมุมมองต่อแผนดังกล่าวในหลายมุมมองที่น่าสนใจ

ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.83–3.89 บาทต่อหน่วยตลอดแผน ทำได้จริงเพียงใด เมื่อยังต้องลงทุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ,โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ,ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และระบบที่เกี่ยวข้อง?

นายมงคล ระบุว่า ยังไม่ต้องการสรุปว่าตัวเลข 3.83–3.89 บาทต่อหน่วย ทำได้หรือทำไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือต้องเห็นสมมติฐานที่อยู่หลังตัวเลขนั้นอย่างครบถ้วนและโปร่งใส

เมื่อระบบมีโซลาร์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) เพิ่มขึ้น ต้นทุนไม่ได้มีเฉพาะค่าไฟจากโรงไฟฟ้า แต่ยังมี BESS ระบบส่งและจำหน่าย Smart Grid กำลังผลิตสำรอง และบริการรักษาเสถียรภาพของระบบ ดังนั้น ส.อ.ท. เสนอให้ประเมินด้วยต้นทุนรวมของระบบ (Total System Cost) ควบคู่กับระบบคุณค่า (System Value) ของแต่ละเทคโนโลยี

ส.อ.ท.ชำแหละ ‘PDP2026’ 50,900 เมกฯ เตือนอย่ารีบล็อกลงทุน หวั่นไทยติดกับดักต้นทุน

 

เป้าหมายของภาคอุตสาหกรรมคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ต้นทุนรวมสุดท้ายต้องทำให้ค่าไฟของประเทศไทยยังแข่งขันได้ในระยะยาว เพราะค่าไฟเป็นทั้งค่าครองชีพและต้นทุนพื้นฐานของภาคการผลิต

“ตัวเลขค่าไฟจากแบบจำลองเป็นผลจากสมมติฐาน ไม่ใช่ Guarantee สิ่งที่ต้องดูคือ Total System Cost สุดท้ายแล้วประเทศไทยยังแข่งขันได้หรือไม่”

PDP2026 วางกำลังผลิตใหม่ประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ (MW) ในช่วงถึงปี 2580 โดยมี Solar ,Wind ,BESS ,โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมกังหันก๊าซ (CCGT) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ภาคเอกชนเห็นด้วยหรือไม่ และเป็นโอกาสลงทุนด้านใด?

นายมงคล ระบุว่า ส.อ.ท. เห็นด้วยกับทิศทางการเพิ่มพลังงานสะอาดและการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นทางเลือก แต่ผมไม่ได้มอง 50,900 เมกฯ ว่าเป็นตัวเลขที่ต้องรีบ Commit ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้

 

โดยมองช่วงปี 2569–2580 ว่าเป็น Transition Platform ของประเทศ ช่วงนี้ควรลงทุนในสิ่งที่จำเป็นต่อความมั่นคงของระบบ พร้อมกับสร้างการเงินและการลงทุน (Option Value) ให้ประเทศ ไม่ใช่สร้าง Lock-in เพราะหลังปี 2580 ยังมีความไม่แน่นอนทั้งความต้องการ (Demand) จาก Data Center, ต้นทุน BESS, ราคา LNG, ความพร้อมของเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และ SMR รวมถึงเทคโนโลยีใหม่

จึงควรแยกการลงทุนให้ชัดว่าอะไรเป็นความมุ่งมั่น (Committed) อะไรเป็น No-Regret และอะไรเป็นการลงทุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Investment) ที่ต้องมี Trigger Point ก่อนตัดสินใจลงทุน ส่วนโอกาสของภาคเอกชนไม่ได้อยู่เฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึง Renewable, Storage, Grid Technology ,การตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ,การจัดการพลังงาน (Energy Management) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงพลังงานสะอาด (Clean Energy Access) ด้วย

ส.อ.ท.ชำแหละ ‘PDP2026’ 50,900 เมกฯ เตือนอย่ารีบล็อกลงทุน หวั่นไทยติดกับดักต้นทุน

 

“12 ปีแรกควรเป็นช่วงสร้าง Option Value ให้ประเทศ ไม่ใช่สร้าง Lock-in ให้ประเทศ”

รัฐควรออกแบบกติกาอย่างไรเพื่อให้เกิดการแข่งขัน ดึงเงินลงทุนเอกชนในไฟฟ้าและพลังงานสีเขียว และช่วยลดค่าไฟระยะยาว?

โจทย์ไม่ใช่เพียงว่าจะเปิดเสรี หรือไม่เปิดเสรี แต่คือทำอย่างไรให้การแข่งขันช่วยลด Total System Cost เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง โดยไม่ผลักต้นทุนของระบบไปให้ผู้ใช้รายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. เห็นว่าควรเร่งกติกา Direct PPA, Third Party Access (TPA) และ Wheeling Charge ให้ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนจริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนลงทุนหรือจัดหาพลังงานสะอาดได้หลากหลายรูปแบบ

การแข่งขันที่มากขึ้นต้องมาพร้อมกติกาที่ชัดเจน ผู้ใช้โครงข่ายควรจ่ายค่าบริการระบบอย่างเหมาะสม และในระยะต่อไป Clean Energy Access ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะ Data Center หรือบริษัทขนาดใหญ่ แต่ควรขยายไปถึง SMEs ด้วย

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ประเทศไทยมี Clean Energy มากขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องเข้าถึง พิสูจน์ และใช้พลังงานสะอาดเพื่อแข่งขันได้จริง”

การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากประมาณ 49% ในปี 2580 ไปสู่ 65–89% ช่วงปลายแผน มีความท้าทายอะไร และคอขวดใดต้องเร่งแก้ตั้งแต่วันนี้?

มองว่าคอขวดสำคัญไม่ใช่ Renewable Technology อย่างเดียว แต่คือ ความพร้อมของ System ว่าจะรองรับสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สูงขึ้นได้หรือไม่ โดยยังรักษาความมั่นคงและต้นทุนที่แข่งขันได้

ความพร้อมมีอย่างน้อย 4 ด้าน คือ Grid ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้ง BESS, Smart Grid, Demand Response และ DER; Market ต้องมี Direct PPA, TPA และกลไกที่ทำให้ Clean Energy Access เกิดจริง; Regulation ต้องเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น SMR และ CCS; และ Investment Planning ต้องสามารถปรับตามข้อมูลจริง

ดังนั้น PDP ควรเป็น Robust & Adaptive Plan แบ่งการลงทุนเป็น Committed, No-Regret และ Conditional พร้อมกำหนด Trigger Points เช่น Demand ที่เกิดขึ้นจริง การลงทุน Data Center ต้นทุน BESS ราคา LNG และความพร้อมของ CCS/SMR ก่อน Commit การลงทุนระยะยาว

“คอขวดของ Energy Transition ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีหรือไม่ แต่คือระบบ Grid, Market, Regulation และ Investment Decision พร้อมหรือยัง”

รัฐควรจัดระเบียบไฟฟ้าสำหรับ Data Center อย่างไร เพื่อไม่สร้างภาระต้นทุนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังดึงดูดการลงทุนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ?

ส.อ.ท. สนับสนุน Data Center เพราะเป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) และสามารถสร้างการลงทุนและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า Data Center เป็น New Demand ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ระบบต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้ง Generation, Grid, Reserve และโครงสร้างพื้นฐานอื่น

ส.อ.ท.ชำแหละ ‘PDP2026’ 50,900 เมกฯ เตือนอย่ารีบล็อกลงทุน หวั่นไทยติดกับดักต้นทุน

 

หลักที่ควรใช้คือการปันส่วนต้นทุนอย่างเป็นธรรม (Fair Cost Allocation) โดยต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นควรถูกจัดสรรอย่างเหมาะสมตามหลักความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของต้นทุน (Cost Causation) ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงระบบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ (System Benefit) และมูลค่าทางเศรษบกิจ (Economic Value) ที่ Data Center สร้างให้ประเทศด้วย ไม่ควรให้ผู้ลงทุนใหม่รับต้นทุนทั้งหมด และไม่ควรนำต้นทุนทั้งหมดไปเฉลี่ยให้ประชาชน SMEs และภาคอุตสาหกรรมเดิมโดยอัตโนมัติ

กติกาควรเปิดทางให้ Data Center จัดหาพลังงานสะอาด ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และช่วยบริหาร Load ของตนเอง ภายใต้กติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนจริง

“สนับสนุน Data Center แต่ New Demand ต้องมาพร้อม Fair Cost Allocation เพื่อให้การเติบโตใหม่ไม่ลด Competitiveness ของผู้ใช้ไฟเดิม“

อีกเรื่องที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญคือ PDP ไม่ควรมองพลังงานภายในประเทศเพียงบาทต่อหน่วย แต่ควรคิด Economic Value ที่กลับมาอยู่ในประเทศด้วย ทั้งการลด Import Dependency ความเสี่ยงจากราคา LNG และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Domestic Supply Chain) และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) โดยไม่ได้เสนอให้พลังงานภายในประเทศชนะทุกครั้ง แต่คุณค่าที่สร้างให้ประเทศควรถูกนำเข้าไปอยู่ในสมการด้วย

ส.อ.ท. สนับสนุน Energy Transition แต่ไม่ได้มองความสำเร็จจากว่า Renewable จะได้กี่เปอร์เซ็นต์ หรือ Technology ใดจะได้กี่เมกะวัตต์ สิ่งที่ต้องการเห็นคือระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีต้นทุนแข่งขันได้ และสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วง 12 ปีแรกจึงสำคัญมาก ควรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ,กลไกตลาด (Market Mechanism) และ Regulatory Readiness ที่เพิ่มทางเลือกให้ประเทศ แล้วตัดสินใจลงทุนระยะยาวตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ Lock ประเทศไว้กับสมมติฐานของวันนี้ไปถึงปี 2050