thansettakij
thansettakij
‘ราชกรุ๊ป’ เร่งเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 35% ลุ้นต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซ 2,100 MW

‘ราชกรุ๊ป’ เร่งเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 35% ลุ้นต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซ 2,100 MW

29 ส.ค. 69 | 05:56 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 69 | 05:56 น.

ราชกรุ๊ปเร่งปรับพอร์ต เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแตะ 35% ในปี 2573 อัดงบลงทุนปีละ 1-1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซราชบุรี 2,100 MW ลุ้น PDP ใหม่ชี้ทางต่อสัญญา หรือปั้นพื้นที่รองรับ Data Center

KEY

POINTS

  • ราชกรุ๊ปตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 35% ภายในปี 2573 หลังบรรลุเป้าหมายเดิมที่ 30% ได้เร็วกว่ากำหนด
  • บริษัทเตรียมงบลงทุนปีละ 1-1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวลใน 7 ประเทศ
  • สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติราชบุรี 2,100 เมกะวัตต์ที่กำลังจะหมดอายุสัญญา บริษัทกำลังรอความชัดเจนเพื่อพิจารณา 3 แนวทาง ได้แก่ การต่ออายุสัญญา, การขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือการปรับไปผลิตไฟฟ้าให้กลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

การดำเนินงานของบริษัท บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยังคงขับเคลื่อนธุรกิจผ่านยุทธศาสตร์ 5 แนวทางหลัก หรือ “5S” ประกอบด้วย การบริหารประสิทธิภาพสินทรัพย์ (S1: Strategic Asset Excellence) การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนาพลังงาน (S2: Power Project Investment) การขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้าและพลังงาน (S3: Energy-Related Business Expansion) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่หมดอายุสัญญา (S4: Value Creation from Retired Assets) และการลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์อนาคต (S5: CVC-Drive Growth) ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย สปป. ลาว อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

‘ราชกรุ๊ป’ เร่งเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 35% ลุ้นต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซ 2,100 MW

ราชกรุ๊ปเร่งเพิ่ม RE ปักเป้า 35% ปี 73

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับพอร์ตโฟลิโอ โดยได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 30 % ของกำลังการผลิตรวมภายในปี 2570 แล้ว โดยปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 9,484 เมกะวัตต์

แยกเป็นเชื้อเพลิงหลักที่เปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วรวม 6,503 เมกะวัตต์ และเป็นกำลังพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่ COD แล้ว 1,627 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง 12 โครงการ รวมกำลังผลิต 1,354 เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้ลงทุนในปี 2569 ราว 1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ราว 31.43% แล้ว

จากการปรับพอร์ตใหม่นี้ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 บริษัทจะมีสัดส่วนจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นกว่า 35 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด และควบคุมความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG Intensity) ให้ตํ่ากว่าหรือเท่ากับ 0.30 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง(tCO,e/MWh) และมีเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ 40% ภายในปี 2578 เมื่อถึงปี 2583 จะเพิ่มสัดส่วนเป็นมากว่า 50% และ GHG Intensity ให้ตํ่ากว่าหรือเท่ากับ 0.16 tCO,e/MWh

โดยบริษัทมีเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2593 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 80% ของกำลังผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะมาจากการซื้อใบรับรองสิทธิ์ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน REC หรือ Renewable Energy Certificate

ทุ่มปีละ 1.5 หมื่นล้าน ลุยโซลาร์-ลม-ชีวมวล

ทั้งนี้ การได้มาของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นนั้น ยังอยู่ในพื้นที่เป้หมายใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยจะจัดสรรงบลงทุนในแต่ละปีไว้ราว 1-1.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDPD 2026 ที่กำลังจะประกาศออกมา ที่คาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีแรก (2569-2580) จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ราว 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และพลังงานชีวมวลอีกไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) อีก ราว 14,500 เมกะวัตต์

จับตา PDP ใหม่ เปิดทางลงทุน RE-BESS

ขณะที่บริษัทเองในช่วง 5 ปี (2569-2573) จะเน้นการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นหลัก ตามเป้าหมายของ PDP ครอบคลุมทั้ง โครงการโซลาร์ชุมชน ที่มีเป้าหมายจะได้มา 200-300 เมกะวัตต์ โครงการโซลาร์ฟาร์ม โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดได้เตรียมความพร้อมด้านพื้นที่พัฒนาโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันรองรับแล้ว

รวมถึงการเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลในญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลซีย ที่มองว่ามีโอกาสลงทุนตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า ตั้งแต่การจัดการพื้นที่ปลูกไม้โตเร็ว การขนส่ง และการจัดตั้งโรงไฟฟ้า ซุ่งอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรอยู่

ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR (Small Modular Reactor : SMR) ตามแผน PDP นั้น บริษัทมีความสนใจที่จะเข้าไปดำเนินงาน แต่กว่าจะก่อสร้างจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบยังอีกนานหรือในปี 2580 ซึ่งโรงแรกที่จะขึ้นมา ขนาด 300 เมกะวัตต์ ควรจะให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินงานก่อน และหลังจากถึงเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูล ซึ่งบริษัทก็มีความพร้อมที่จะเข้าไปประมูลแข่งขัน

โรงไฟฟ้าราชบุรี 2,100 MW ลุ้น 3 ทางออก

นายนิทัศน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการสร้างมูลค่าโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี เครื่องที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ที่หมดาอยุในปี 2568 และโรงไฟฟ้าราชบุรี ชุดที่ 1-3 กำลังผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ที่จะหมดอายุในปี 2570 นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์(บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) ในการออกกฎหลักเกณฑ์ใหม่ใน การจัดตั้ง Data Cente และความชัดเจนของ PDP 2026 ฉบับใหม่ที่จะประกาศออกมา สำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ จะได้รับพิจารณาต่อายุโรงไฟฟ้าหรือไม่

ทั้งนี้ บริษัท มี 3-4 แนวทางเลือกที่จะไปดำเนินการ ได้แก่ 1.การต่ออายุโรงไฟฟ้า ตามแผน PDP 2026 ซึ่งจะต้องไปลงทุนบำรุงรักษาทั้ง 3,441 เมกะวัตต์ เพิ่มเติม เพื่อให้กลับมาเดินเครื่องได้ 2.หาก แผน PDP 2026 ไม่พิจารณาให้ต่อสัญญา จะขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี เครื่องที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ออกไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้สนใจ

3.หากหลักเกรณฑ์การจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มีความชัดเจน จะนำ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรีชุดที่ 1-3 กำลังผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์นำมาผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับ กลุ่ม Data Centerได้ราว 1,400 เมกะวัต์ที่เหลือเป็นการสำรองไฟฟ้าให้เสถียร เนื่องจากบริษัทมีแผนนำพื้นที่กว่า 500 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2,330 ไร่ มาพัฒนาเพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ปัจจุบันมีกว่า 10 ราย แสดงความสนใจเข้ามาลงทุน และได้ลงนามเอ็มโอยู ร่วมกันพัฒนาแล้ว 1 ราย ที่มีความต้องการไฟฟ้าราว 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในต้นปี 2570 ว่าแนวทางการสร้างมูลค่าโรงไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบจะออกมาอย่างไร