

KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พลังงาน” และ “ระบบทำความเย็น” ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่กำลังมีการพัฒนาโครงการ “EECiti” หรือเมืองใหม่อัจฉริยะแห่งอนาคตบนพื้นที่กว่า 14,000 ไร่ ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของ AI Data Center, Digital Economy และ Medical Hub ระดับนานาชาติ
การเกิดขึ้นของเมืองนวัตกรรมขนาดใหญ่ ย่อมมาพร้อมกับความต้องการพลังงานไฟฟ้าและความเย็นในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะ AI Data Center ที่ต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทายด้านการระบายความร้อนที่มีความหนาแน่นสูงและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ดร.เมทังกร เสริมสุข อาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และทีมงานผู้วิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในการแก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าและนํ้า เพื่อรองรับ Data Center ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีนั้น แนวทางหนึ่งคือ การนำพลังงานความเย็น LNG มาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ซึ่งจากการศึกษาและวิจัยโครงการNational AI & Green Energy Infrastructure Hub for EECiti Utilizing LNG Cold Energy
พบว่า สถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) ทั้ง 3 แห่งในมาบตาพุด ได้แก่ PTTLNG, PELNG และ GMTP ซึ่งมีกำลังการรับก๊าซรวมกันถึง 29.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวอุณหภูมิตํ่า ที่ -162 องศาเซลเซียส ให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งเข้าสู่โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมจะเกิดพลังงานความเย็น (LNG Cold Energy) จำนวนมหาศาล ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเลผ่านระบบ Open Rack Vaporizer (ORV) ที่ใช้นํ้าทะเลเป็นตัวถ่ายเทความร้อน
ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของพลังงานความเย็นที่ถูกปล่อยทิ้งนี้มีสูงถึง 783 เมกะวัตต์ (MW) และหากยังใช้ระบบเดิมต่อไป จะต้องสูบนํ้าทะเลมาใช้มากกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ทั้งนี้ หากสามารถนำเทคโนโลยีอย่าง Intermediate Fluid Vaporizer (IFV) ร่วมกับ Rankine Cycle (RC) และ Direct Expansion Cycle (DEC) มาใช้เพื่อดึงพลังงานความเย็นนี้กลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของ นํ้าเย็น (Chilled Water) อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส และผลิตเป็นไฟฟ้าสะอาด ไปพร้อมกัน ระบบที่ออกแบบไว้จะทำหน้าที่เป็นหัวปั๊มความเย็นขนาดใหญ่ ส่งผ่านระบบท่อส่งนํ้าเย็นใต้ดิน (District Cooling Pipeline) ระยะทางประมาณ 35–37 กิโลเมตร จากมาบตาพุดเชื่อมโยงตรงสู่โครงการ EECiti ได้
จากการวิเคราะห์ความต้องการพบว่า EECiti หากพัฒนาเต็มรูปแบบจะมีความต้องการระบบทำความเย็นอยู่ที่ 145,000 ตันความเย็น (RT) หรือประมาณ 510 เมกะวัตต์ความเย็น คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของศักยภาพ นํ้าเย็นทั้งหมดที่ผลิตได้จากสถานี LNG ทั้ง 3 แห่งเท่านั้น ซึ่งยังมีเหลือเฟือสำหรับรองรับสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ข้างเคียงได้ในอนาคต
สำหรับระบบ District Cooling นี้สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของระบบทำความเย็นใน Data Center ได้สูงถึง 70-80% ส่งผลให้ค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ที่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพพลังงาน ลดลงจากค่าปกติที่ประมาณ 2.0 เหลือเพียง 1.36 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ AI Data Center ในประเทศไทยลดลงอย่างมาก สร้างความได้เปรียบในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศได้มากขึ้น
อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ประมาณ 0.57-2.99 ล้านตันต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ และสำหรับพื้นที่ EECiti โดยตรงคาดว่าจะลด CO2 ได้ถึง 640,000 ตันต่อปี รวมทั้งช่วยประหยัดนํ้าในระบบทำความเย็นของ Data Center ได้อย่างมหาศาล โดยค่า WUE (Water Usage Effectiveness) จะลดลงเหลือเพียง 0.3 ลิตร/kWh จากระดับปกติที่ 1.9-3.0 ลิตร/kWh ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้นํ้าในอีอีซีได้อีกทางหนึ่ง
ดร.เมทังกร กล่าวอีกว่า หากมีการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดขึ้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 29,350 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบลงทุนสำหรับระบบท่อส่งนํ้าเย็นและงานโยธา โครงการนี้สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 4,000-21,000 ล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนพลังงาน การผลิตไฟฟ้า การลดการใช้นํ้า และการใช้ประโยชน์จาก LNG Cold Energy
กรณีศึกษาที่เหมาะสมที่สุด คือสถานี LNG ขนาด 20 MTPA ซึ่งให้ผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงถึง 22-28% มีระยะเวลาคืนทุนเพียง 4.7-6.1 ปี และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงกว่า 60,700-88,600 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ หากรวมรายได้จากการขายไฟฟ้า บริการนํ้าเย็น และการรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ ผลตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 38%
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนขนาดใหญ่ การพัฒนาควรดำเนินเป็นระยะๆ เริ่มจากความต้องการในช่วงแรก 50,000 RT ก่อนจะขยายตัวตามการเติบโตของเมือง EECiti ในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 จนถึง 145,000 RT รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ (SPV) เพื่อบริหารจัดการระบบนิเวศพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ค่าบริการจำหน่ายนํ้าเย็น รายได้จากการขายไฟฟ้า และคาร์บอนเครดิต
ท้ายที่สุดแล้ว โครงการ Cold Hub นี้จะไม่เพียงแต่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของมาบตาพุดจากการเป็นนิคมปิโตรเคมีแบบเดิมสู่ Green Energy Hub แต่จะเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และพลังงานสะอาดแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน จากการเปลี่ยนความเย็นที่สูญเปล่าให้กลายเป็น พลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดความยั่งยืนและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง