thansettakij
thansettakij
สจล. ชงลงทุน 2.9 หมื่นล้าน ดึงความเย็น LNG ปั้น EEC สู่ Green Hub รับ Data Center

สจล. ชงลงทุน 2.9 หมื่นล้าน ดึงความเย็น LNG ปั้น EEC สู่ Green Hub รับ Data Center

24 ส.ค. 69 | 05:15 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ส.ค. 69 | 05:16 น.

สจล. ดันเมกะโปรเจ็กต์ เปลี่ยนพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจาก LNG มาบตาพุด เป็นไฟฟ้าและน้ำเย็นสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดรองรับ Data Center และ Smart City ช่วยลดค่าไฟฟ้าทำความเย็นได้ถึง 80% ยกระดับประเทศสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน ด้วยเงินลงทุน 2.93 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • สจล. เสนอโครงการลงทุนมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท เพื่อนำพลังงานความเย็นที่ถูกปล่อยทิ้งจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซ LNG ในมาบตาพุด มาใช้ประโยชน์
  • โครงการมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบทำความเย็น (District Cooling) และผลิตไฟฟ้าสะอาดป้อนพื้นที่ EEC โดยเฉพาะศูนย์ Data Center เพื่อผลักดันสู่การเป็น Green Hub
  • ระบบดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นของ Data Center ได้ 70-80% ทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น
  • โครงการคาดว่าให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง (IRR 22-28%) และมีระยะเวลาคืนทุนสั้นเพียง 4.7-6.1 ปี โดยเสนอให้ลงทุนในรูปแบบความร่วมมือรัฐและเอกชน (PPP)

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พลังงาน” และ “ระบบทำความเย็น” ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่กำลังมีการพัฒนาโครงการ “EECiti” หรือเมืองใหม่อัจฉริยะแห่งอนาคตบนพื้นที่กว่า 14,000 ไร่ ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของ AI Data Center, Digital Economy และ Medical Hub ระดับนานาชาติ

สจล. ชงลงทุน 2.9 หมื่นล้าน ดึงความเย็น LNG ปั้น EEC สู่ Green Hub รับ Data Center

การเกิดขึ้นของเมืองนวัตกรรมขนาดใหญ่ ย่อมมาพร้อมกับความต้องการพลังงานไฟฟ้าและความเย็นในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะ AI Data Center ที่ต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทายด้านการระบายความร้อนที่มีความหนาแน่นสูงและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

ชี้ศักยภาพความเย็นทิ้ง 783 MW เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด

ดร.เมทังกร เสริมสุข อาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และทีมงานผู้วิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในการแก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าและนํ้า เพื่อรองรับ Data Center ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีนั้น แนวทางหนึ่งคือ การนำพลังงานความเย็น LNG มาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ซึ่งจากการศึกษาและวิจัยโครงการNational AI & Green Energy Infrastructure Hub for EECiti Utilizing LNG Cold Energy

พบว่า สถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) ทั้ง 3 แห่งในมาบตาพุด ได้แก่ PTTLNG, PELNG และ GMTP ซึ่งมีกำลังการรับก๊าซรวมกันถึง 29.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวอุณหภูมิตํ่า ที่ -162 องศาเซลเซียส ให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งเข้าสู่โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมจะเกิดพลังงานความเย็น (LNG Cold Energy) จำนวนมหาศาล ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเลผ่านระบบ Open Rack Vaporizer (ORV) ที่ใช้นํ้าทะเลเป็นตัวถ่ายเทความร้อน

ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของพลังงานความเย็นที่ถูกปล่อยทิ้งนี้มีสูงถึง 783 เมกะวัตต์ (MW) และหากยังใช้ระบบเดิมต่อไป จะต้องสูบนํ้าทะเลมาใช้มากกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ทั้งนี้ หากสามารถนำเทคโนโลยีอย่าง Intermediate Fluid Vaporizer (IFV) ร่วมกับ Rankine Cycle (RC) และ Direct Expansion Cycle (DEC) มาใช้เพื่อดึงพลังงานความเย็นนี้กลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของ นํ้าเย็น (Chilled Water) อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส และผลิตเป็นไฟฟ้าสะอาด ไปพร้อมกัน ระบบที่ออกแบบไว้จะทำหน้าที่เป็นหัวปั๊มความเย็นขนาดใหญ่ ส่งผ่านระบบท่อส่งนํ้าเย็นใต้ดิน (District Cooling Pipeline) ระยะทางประมาณ 35–37 กิโลเมตร จากมาบตาพุดเชื่อมโยงตรงสู่โครงการ EECiti ได้

 จากการวิเคราะห์ความต้องการพบว่า EECiti หากพัฒนาเต็มรูปแบบจะมีความต้องการระบบทำความเย็นอยู่ที่ 145,000 ตันความเย็น (RT) หรือประมาณ 510 เมกะวัตต์ความเย็น คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของศักยภาพ นํ้าเย็นทั้งหมดที่ผลิตได้จากสถานี LNG ทั้ง 3 แห่งเท่านั้น ซึ่งยังมีเหลือเฟือสำหรับรองรับสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ข้างเคียงได้ในอนาคต

ลดค่าไฟทำความเย็น 80% ชูจุดขายดึงนักลงทุน Data Center

สำหรับระบบ District Cooling นี้สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของระบบทำความเย็นใน Data Center ได้สูงถึง 70-80% ส่งผลให้ค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ที่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพพลังงาน ลดลงจากค่าปกติที่ประมาณ 2.0 เหลือเพียง 1.36 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ AI Data Center ในประเทศไทยลดลงอย่างมาก สร้างความได้เปรียบในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศได้มากขึ้น

อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ประมาณ 0.57-2.99 ล้านตันต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ และสำหรับพื้นที่ EECiti โดยตรงคาดว่าจะลด CO2 ได้ถึง 640,000 ตันต่อปี รวมทั้งช่วยประหยัดนํ้าในระบบทำความเย็นของ Data Center ได้อย่างมหาศาล โดยค่า WUE (Water Usage Effectiveness) จะลดลงเหลือเพียง 0.3 ลิตร/kWh จากระดับปกติที่ 1.9-3.0 ลิตร/kWh ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้นํ้าในอีอีซีได้อีกทางหนึ่ง

เคาะงบ 2.9 หมื่นล้าน ผลตอบแทน IRR สูงลิ่ว 28% คืนทุนใน 6 ปี

ดร.เมทังกร กล่าวอีกว่า หากมีการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดขึ้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 29,350 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบลงทุนสำหรับระบบท่อส่งนํ้าเย็นและงานโยธา โครงการนี้สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 4,000-21,000 ล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนพลังงาน การผลิตไฟฟ้า การลดการใช้นํ้า และการใช้ประโยชน์จาก LNG Cold Energy

กรณีศึกษาที่เหมาะสมที่สุด คือสถานี LNG ขนาด 20 MTPA ซึ่งให้ผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงถึง 22-28% มีระยะเวลาคืนทุนเพียง 4.7-6.1 ปี และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงกว่า 60,700-88,600 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ หากรวมรายได้จากการขายไฟฟ้า บริการนํ้าเย็น และการรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ ผลตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 38%

เสนอโมเดล PPP แบ่งเฟสลงทุน ดันมาบตาพุดสู่ฮับ AI อาเซียน

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนขนาดใหญ่ การพัฒนาควรดำเนินเป็นระยะๆ เริ่มจากความต้องการในช่วงแรก 50,000 RT ก่อนจะขยายตัวตามการเติบโตของเมือง EECiti ในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 จนถึง 145,000 RT รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ (SPV) เพื่อบริหารจัดการระบบนิเวศพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ค่าบริการจำหน่ายนํ้าเย็น รายได้จากการขายไฟฟ้า และคาร์บอนเครดิต

ท้ายที่สุดแล้ว โครงการ Cold Hub นี้จะไม่เพียงแต่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของมาบตาพุดจากการเป็นนิคมปิโตรเคมีแบบเดิมสู่ Green Energy Hub แต่จะเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และพลังงานสะอาดแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน จากการเปลี่ยนความเย็นที่สูญเปล่าให้กลายเป็น พลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดความยั่งยืนและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม