thansettakij
thansettakij
สนพ. ชู DR โรงไฟฟ้าเสมือน PDP ใหม่ 2 พันMW ช่วยลดนำเข้า LNG-สร้างโรงไฟฟ้าใหม่

สนพ. ชู DR โรงไฟฟ้าเสมือน PDP ใหม่ 2 พันMW ช่วยลดนำเข้า LNG-สร้างโรงไฟฟ้าใหม่

24 ส.ค. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ส.ค. 69 | 04:56 น.

สนพ. ปักหมุดมาตรการ DR กว่า 2,000 MW ลงร่างแผน PDP 2026 ทำหน้าที่ "โรงไฟฟ้าเสมือน" สู้ความผันผวนพลังงานสะอาด ช่วยชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ และลดการนำเข้า LNG เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าไฟระยะยาว

KEY

POINTS

  • สนพ. ผลักดันมาตรการตอบสนองด้านโหลด (DR) ให้เป็น "โรงไฟฟ้าเสมือน" โดยตั้งเป้าหมายบรรจุในร่างแผน PDP ใหม่กว่า 2,000 เมกะวัตต์
  • มาตรการ DR จะช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ
  • มีแผนนำร่อง 4 ปี (2571-2574) เพื่อรับซื้อ DR ให้ได้ 300 เมกะวัตต์ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้วยการจ่ายค่าตอบแทน 2 ส่วน (AP และ EP)

จากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นผลการศึกษาเพื่อกำหนดนโยบายและแผนการรับซื้อการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างการจัดหาไฟฟ้า พบว่า

การนำมาตรการ DR มาใช้อย่างเต็มรูปแบบนั้นมีความคุ้มค่าอย่างยิ่งในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ เนื่องจากระบบไฟฟ้าตามร่างแผน พัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2026)  มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ของระบบ ซึ่งความผันผวนของพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ยืดหยุ่นเข้ามาช่วยบริหารจัดการ

สนพ. ชู DR โรงไฟฟ้าเสมือน PDP ใหม่ 2 พันMW ช่วยลดนำเข้า LNG-สร้างโรงไฟฟ้าใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ามาตรการ DR จะทำหน้าที่เสมือน “โรงไฟฟ้าเสมือน” (Virtual Power Plant) ที่สามารถตอบสนองต่อระบบได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลราคาแพง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าประเภท Peaking Plant ที่มักจะเดินเครื่องเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีก โดยตั้งเป้าหมายการบรรจุ DR ไว้ในร่างแผน PDP 2026  มากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นการวางหลักประกันความมั่นคงทางพลังงาน ที่ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิง LNG จากต่างประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้กับค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว

เปิดโรดแมป 4 ปี (2571-2574) นำร่องแตะ 300 MW

สำหรับการดำเนินงานในระยะสั้นช่วงปี 2571-2574  ตามผลการศึกษาวางโรดแมป แผนการรับซื้อ DR แบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาด โดยในปี 2571 จะเริ่มที่เป้าหมาย 50 เมกะวัตต์ ก่อนจะขยายเป็น 100 เมกะวัตต์ในปี 2572 และก้าวกระโดดขึ้นเป็น 200 เมกะวัตต์ในปี 2573 จนกระทั่งถึงเป้าหมาย 300 เมกะวัตต์ในปี 2574 การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบนิเวศของธุรกิจ DR ให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยในช่วงปี 2570-2571 จะเน้นหนักไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Build Foundation) และกลไกตลาดที่ชัดเจน

ควักจ่าย 2 ต่อ AP-EP จูงใจลดใช้ไฟ

ทั้งนี้ รูปแบบการรับซื้อจะมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งในระดับค้าส่ง (Wholesale DR) และระดับค้าปลีก (Retail DR) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้รวบรวมโหลด (Load Aggregator: LA) ทั้งจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดึงดูดผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มต่างๆ เข้าสู่ระบบ DR โดยจะมีมาตรการจูงใจและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ที่จะจ่ายค่าตอบแทนใน 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรกคือค่าความพร้อมใช้งาน (Availability Payment: AP) ซึ่งจ่ายในฐานะที่ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมศักยภาพในการลดใช้ไฟฟ้าไว้พร้อมตามที่ตกลงกันไว้ โดยค่า AP นี้อ้างอิงอยู่บนต้นทุนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จากการชะลอหรือเลิกความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CCGT) ในอนาคต

และส่วนที่สองคือค่าพลังงานไฟฟ้าที่ลดได้จริง (Energy Payment: EP) ซึ่งจะจ่ายตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าลดได้จริง เมื่อมีการสั่งการจากศูนย์ควบคุม ซึ่งอัตราค่าตอบแทนที่กำหนดไว้ในช่วงนำร่องคือ AP ที่ 89.1384 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อเดือน และ EP ที่ผันแปรตามราคาเชื้อเพลิงที่ระบบประหยัดได้จริง โดยเงินเหล่านี้จะถูกจัดสรรมาจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการโดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับระบบในภาพรวม

กางแผน 6 มิติ ปลดล็อกเอกชนร่วมแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน DR  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ผลการศึกษาได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน 6 มิติ ที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.ด้านนโยบายที่จะต้องยกระดับ DR ให้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ กำลังผลิต (Capacity Resource) อย่างเป็นทางการในระบบไฟฟ้าไทย 2.ด้านเทคนิคที่จะต้องมีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบสมาร์ทมิเตอร์ (AMI) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ให้มีความพร้อมในการตอบสนองมากกว่า 99.9 %  เพื่อรองรับการสั่งการแบบอัตโนมัติ (Auto-DR) ในอนาคต

3.ต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบ (Regulation) เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและเปิดทางให้มี “ผู้รวบรวมโหลดเอกชน” (Private Aggregator) เข้ามาแข่งขันในระบบนิเวศพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการโหลดไฟฟ้า เช่น การเชื่อมโยงกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP)

4.จัดทำแผนการรับซื้อ (DR Procurement Roadmap) ล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน 5.ด้านการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดปริมาณสำรองศักยภาพ DR (Reserve Capacity) ไว้ 10-20% เพื่อป้องกันกรณี Capacity Shortfall และ6.ด้านโครงสร้างการดำเนินงาน โดย จัดตั้งคณะอนกรรมการ DR ภายใต้ กบง. เพื่อกำกับดูแลเป้าหมายและหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

ทั้งนี้ การบรรจุแผนงาน DR เข้าสู่ร่าง PDP 2026 จึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ที่จะสนับสนุนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปี 2593 ได้อย่างมั่นคงและมีต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด