

KEY
POINTS
สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นราเป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยมีสัดส่วนการใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศสูงถึง 61% ข้อมูลจากการจัดหาพลังงานในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณก๊าซจากแหล่งในประเทศเริ่มลดลง ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG สูงถึง 38 % หรือคิดเป็นปริมาณ 1,836 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ในขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (2P) ของประเทศเหลืออยู่เพียง 8.9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งประเมินว่าจะสามารถใช้ได้อีกเพียง 4.6 -8.6 ปีเท่านั้น หากไม่มีการสำรวจและพัฒนาแหล่งใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
แหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กำลังกังวลต่อปริมาณการผลิตปิโตรเลียมของประเทศจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ หลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน เนื่องจากไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้ ตามมาตรา 26 ของ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งระบุระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมตามสัมปทานให้มีกำหนดไม่เกิน 20 ปี และสามารถต่ออายุได้เพียงครั้งเดียวเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น
จึงเป็นข้อจำกัดส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานของประเทศ เนื่องจากสัมปทานของแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งในทะเลและบนบก กำลังจะทยอยหมดอายุลงในช่วงปี 2568 -2575 หลังจากที่ได้มีการต่ออายุไปแล้วครบหนึ่งครั้งตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หากไม่มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องชะลอหรือหยุดการเจาะหลุมผลิตใหม่ในช่วง 2-3 ปีสุดท้ายก่อนหมดอายุสัญญา สัญญา เนื่องจากระยะเวลาที่เหลือไม่เพียงพอที่จะทำให้การลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ปริมาณก๊าซในประเทศลดลงทันที ขณะเดียวกัน เนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น กระเปาะขนาดเล็ก (Small Pockets) จำนวนมาก การจะรักษาระดับการผลิตให้คงที่ได้นั้น ผู้ประกอบการต้องมีการเจาะหลุมผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อแผนการเจาะหลุมต้องหยุดชะงักลงเพื่อรอผลการประมูลใหม่ จะทำให้ปริมาณการผลิตตกลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้โดยง่าย
นอกจากนี้ แหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กที่ผ่านการผลิตมานานจนเหลือปริมาณสำรองไม่มากนัก หากต้องนำไปเปิดประมูลใหม่ อาจไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรที่หลงเหลืออยู่ใต้ดินถูกทิ้งไว้อย่างน่าเสียดายโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
อีกทั้ง การเปิดประมูลใหม่ ผู้ชนะการประมูลเป็นคู่สัญญารายใหม่ มักจะเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อเตรียมการลงทุนต่อจากรายเดิม ทั้งในด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น แท่นผลิตในอ่าวไทยและบนบก และการรับช่วงต่อข้อมูลทางเทคนิค ที่มีบทเรียนจากกรณีแหล่งเอราวัณ (G1/61) ที่การเปลี่ยนผ่านนำไปสู่ปัญหาการผลิตที่หยุดชะงัก
ดังนั้น ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลปลดล็อกมาตรานี้ โดยเปลี่ยนจากการจำกัดจำนวนครั้งในการต่ออายุ เป็นการอนุญาตให้ผลิตได้ต่อเนื่องตราบเท่าที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายังมีปริมาณสำรองและมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ หรือที่เรียกว่าแนวทางผลิตจนหยดสุดท้าย เพื่อให้ประเทศได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีแหล่งปิโตรเลียมสำคัญ 6 แห่ง ที่กำลังจะทยอยหมดอายุสัมปทานภายในปี 2575 และต้องการความชัดเจนทางกฎหมายเพื่อให้การผลิตเกิดความต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการ S1 (แหล่งสิริกิติ์) ซึ่งเป็นแหล่งนํ้ามันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้และจ้างงานในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
โครงการเบญจมาศ (แปลง B8/32) ในอ่าวไทย ซึ่งผลิตทั้งนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติ โครงการสินภูฮ่อม จังหวัดอุดรธานี และโครงการนํ้าพอง (E5) ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งทั้งสองแหล่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการวิเชียรบุรี (SW1) จังหวัดเพชรบูรณ์ และโครงการสุพรรณบุรี (PTTEP1) ซึ่งเป็นแหล่งบนบกขนาดเล็กที่มีความซับซ้อนทางธรณีวิทยา
หากแหล่งปิโตรเลียมทั้ง 6 แห่งนี้ ต้องหยุดการผลิต จากข้อจำกัดทางข้อกฎหมาย มาตรา 26 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการคาดการณ์ว่าภาครัฐและชุมชนจะสูญเสียรายได้รวมกว่า 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากกว่า 4,000 ครัวเรือน และจะส่งผลลบต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมีนัยสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนไทยจะต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งมีการประเมินว่าการต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงมาทดแทนก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศที่หายไป อาจทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 2 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้ ยังต้องสร้างแรงจูงใจการลงทุนในช่วงปลายอายุสัมปทาน เนื่องจากลักษณะทางธรณีวิทยาของอ่าวไทยและบนบก มีความยากและซับซ้อนกว่าหลายประเทศ โดยแหล่งกักเก็บส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ปริมาณสำรองต่อหนึ่งหลุมผลิต (Recovery per Well) ของไทยอยู่ที่เพียง 1-3 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (BCF) เท่านั้น เมื่อเทียบกับแหล่ง Yadana ในเมียนมาที่มีสูงถึง 273 BCF หรือแหล่ง Luconia ในมาเลเซียที่มีถึง 466 BCF
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการในไทยจึงต้องลงทุนเจาะหลุมผลิตจำนวนมาก เพื่อรักษาระดับการผลิตให้คงที่ ภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอเพิ่มเติมให้รัฐพิจารณาปรับลดอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจากเดิม 50 % ลงมาอยู่ที่ 40% เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับการพัฒนาแหล่งขนาดเล็กในช่วงท้ายของสัมปทาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง