thansettakij
thansettakij
เปิดตัวเลขไทยเพิ่มลงทุนสู้โลกรวน พบช่องว่างทั้งลดก๊าซเรือนกระจก-ปรับตัว

เปิดตัวเลขไทยเพิ่มลงทุนสู้โลกรวน พบช่องว่างทั้งลดก๊าซเรือนกระจก-ปรับตัว

27 ก.ค. 69 | 04:14 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 04:39 น.

ไทยเพิ่มการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกแตะ 2 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนเพิ่มเป็น 279,500 ล้านบาท แต่รายงานยังพบช่องว่างการลงทุนในหลายภาคส่วนที่ต้องเร่งแก้ไข

KEY

POINTS

  • ไทยมีการลงทุนเพื่อรับมือภาวะโลกรวนเพิ่มขึ้น โดยด้านการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เท่า (2.7 แสนล้านบาท) และด้านการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 26% (2 ล้านล้านบาท)
  • พบช่องว่างการลงทุนด้านการปรับตัว โดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนหลัก (81%) แต่เงินทุนกระจุกตัวในภาคจัดการน้ำ และยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ
  • การลงทุนลดก๊าซเรือนกระจกยังขาดประสิทธิภาพ โดยเน้นเทคโนโลยีต้นทุนสูง และขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สมาร์ทกริด และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) เปิดเผยข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 (พ.ศ. 2569) ฐานข้อมูลติดตามการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Adaptation) ครอบคลุมการลงทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน องค์กร และองค์กรระหว่างประเทศ ภายในงาน 2026 Climate Finance: Time to Walk the Talk เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีเงินลงทุนทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความท้าทายด้านการลงทุนในทั้งสองด้าน

ลงทุนปรับตัวต่อภาวะโลกรวนเพิ่ม 2 เท่า ภาครัฐยังเป็นผู้ลงทุนหลัก

ผลการศึกษาภูมิทัศน์การเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย ซึ่ง CFNT เก็บรวบรวมร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) พบว่า ระหว่างปี 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนประมาณ 279.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับข้อมูลปีที่ผ่านมา

ภาครัฐไทยยังคงเป็นผู้ลงทุนหลัก คิดเป็น 81% ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่เงินลงทุนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคการจัดการน้ำ ซึ่งได้รับเงินลงทุนประมาณ 3 ใน 4 ของเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนภาคสาธารณสุขได้รับเงินทุนน้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนทั้งหมด

แม้เม็ดเงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจะเพิ่มขึ้น ประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนในระดับสูง โดยข้อมูลจาก Climate Risk Index ปี 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก แต่มีความพร้อมในการรับมืออยู่ในอันดับ 123 ของโลก สะท้อนช่องว่างระหว่างความเสี่ยงและความพร้อมในการรับมือภาวะโลกรวน

พบ 2 ความท้าทายด้านการลงทุนเพื่อการปรับตัว

ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ระบุความท้าทายสำคัญของการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน 2 ประการ

ประการแรก การลงทุนไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ แม้แผน NDC 3.0 จะระบุถึงการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเปราะบาง แต่ไม่มีการระบุกรอบการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาคการพัฒนาระบบสังคม ความยุติธรรม และความเสมอภาค ยังมีช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ โดยได้รับการลงทุนเพียง 44 ล้านบาท จากเงินลงทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดของประเทศ

ประการที่สอง การลงทุนเกือบทั้งหมดยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Gray Infrastructure) แบบเป้าหมายเดียว (Single-purpose Infrastructure) โดยเฉพาะในภาคการจัดการน้ำ การลงทุนลักษณะดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้น แต่อาจกลายเป็น การปรับตัวที่ก่อโทษ (Maladaptation) ซึ่งลดความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในระยะยาว ดังที่สะท้อนจากเหตุการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568

ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน กล่าวว่า ภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการลงทุนทั้งหมด โดยในอนาคตคาดหวังให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนผ่านกลไกการเงินแบบผสมผสานที่มีภาครัฐเป็นผู้รับความเสี่ยงในการลงทุนเบื้องต้น เพื่อทำให้การร่วมลงทุนเกิดขึ้นได้จริง

เสนอ 3 แนวทางยกระดับการลงทุนเพื่อการปรับตัว

รายงาน Highlights from the 2026 Edition of Thailand Climate Finance Tracker: Introducing Maladaptation ซึ่ง CFNT จัดทำร่วมกับ ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เสนอ 3 แนวทางเพื่อยกระดับประสิทธิผลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย ได้แก่

ทบทวนและปรับสมดุลโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Green-grey Infrastructure) และให้ความสำคัญกับระบบป้องกันภัยพิบัติเพื่อเสริมความพร้อมของชุมชน

กำหนดแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณต่อกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน เช่น การกำหนดให้มีการพัฒนาแผนที่ความร้อนและสุขภาพ (Heat-health map) สำหรับเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนเกินค่าที่ปลอดภัย

จูงใจภาคเอกชนให้ร่วมลงทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนผ่านนวัตกรรมทางการเงิน เช่น ไมโครไฟแนนซ์ การเงินแบบผสมผสาน หรือการเข้าถึงกองทุน Loss and Damage

เงินลงทุนลดก๊าซเรือนกระจกแตะ 2 ล้านล้านบาท

ผลการศึกษาพบว่า ระหว่างปี 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากฐานข้อมูลปีที่ผ่านมา

ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นผู้ลงทุนหลัก คิดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าสองในสามของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่ภาคพลังงานและภาคขนส่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับเงินลงทุนสูงที่สุด โดยรวมกันมากกว่า 2 ใน 3 ของเงินลงทุนทั้งหมดเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

พบ 2 ความท้าทายด้านการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านประสิทธิผลในการลงทุน 2 ประการ

ประการแรก ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสุทธิต่อการลดก๊าซเรือนกระจกต่ำ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ขณะที่เทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีความพร้อมสูง เช่น พลังงานลม หรือการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด กลับได้รับความสำคัญน้อยกว่าในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย

ประการที่สอง ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยในภาคพลังงาน เงินลงทุนกว่า 99% ถูกจัดสรรไปที่การผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียน ขณะที่เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid) ยังมีอยู่อย่างจำกัด เช่นเดียวกับภาคขนส่งที่เงินทุนเกือบทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ แต่ยังขาดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

ธนิดา ลอเสรีวานิช กล่าวว่า ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งในภาคขนส่งและภาคพลังงาน โดยการลงทุนในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้ามีน้อยกว่า 1% ของการลงทุนในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ดังนั้น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นอีกความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ที่จะกำหนดว่าการลงทุนมีความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพหรือไม่

เสนอ 4 แนวทางยกระดับการลงทุนลดก๊าซเรือนกระจก

CFNT เสนอ 4 แนวทางเพื่อยกระดับประสิทธิผลในการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ได้แก่

จัดลำดับการลงทุนของภาครัฐ โดยคำนึงถึงต้นทุนสุทธิการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งตันคาร์บอนเทียบเท่า (Abatement Cost) เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจลงทุน

ประกาศให้มีการบังคับใช้มาตรการราคาคาร์บอนภาคบังคับสำหรับภาคพลังงาน ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

จูงใจภาคเอกชนด้วยการลดต้นทุนการกู้ยืมในภาคธนาคาร โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สนับสนุนให้ครัวเรือนเข้าถึงการผลิตพลังงานด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคาผ่านนโยบาย On-Bill Financing หรือสินเชื่อบิลค่าไฟ โดยให้ประชาชนผ่อนชำระค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟรายเดือน