thansettakij
thansettakij
สกพอ. ดึงเอกชนร่วมทุน พลังงานอัจฉริยะ “EECiti” 3.2 หมื่นล้าน สู่ Net Zero

สกพอ. ดึงเอกชนร่วมทุนพลังงานอัจฉริยะ “EECiti” 3.2 หมื่นล้าน สู่ Net Zero

16 ก.ค. 69 | 06:01 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 69 | 06:25 น.

สกพอ.เปิดรับฟังความเห็นเอกชน 21 ก.ค.นี้ ดึงร่วมลงทุนระบบไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ "EECiti" มูลค่า 3.28 หมื่นล้านบาท ให้สัมปทาน 50 ปี ปักหมุดเมือง Net Zero รองรับธุรกิจแห่งอนาคตและ Data Center รองรับประชากรกว่า 3.5 แสนคน

KEY

POINTS

  • สกพอ. เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการระบบพลังงานอัจฉริยะ "EECiti" มูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
  • โครงการจะพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และ Microgrid เพื่อรองรับพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าขยะ และรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าเสถียรภาพสูงอย่าง Data Center
  • การลงทุนจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยให้สัมปทานแก่ภาคเอกชนเป็นระยะเวลา 50 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจและบริหารจัดการโครงการอย่างยั่งยืน

 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการ “ศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ” หรือ EECiti ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 หนึ่งในโครงการสำคัญที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุน เป็นแผนการลงทุนในระบบไฟฟ้าและพลังงาน (Electricity and Energy System) ซึ่งถูกวางรากฐานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะแบบบูรณาการบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5,795 ไร่ ในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

เปิดเอกชนร่วมลงทุน 3.28 หมื่นล้าน

สำหรับโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวางระบบสาธารณูปโภคทั่วไป แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคตภายใต้แนวคิด Net Zero Pathway เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2580 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดย สกพอ. ได้ประมาณการเงินลงทุนในส่วนของระบบไฟฟ้าและพลังงานไว้สูงถึง 1,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,835 ล้านบาท ถือเป็นภาคส่วนที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในบรรดาสาธารณูปโภคทั้งหมดของโครงการ

สกพอ. ดึงเอกชนร่วมทุนพลังงานอัจฉริยะ “EECiti” 3.2 หมื่นล้าน สู่ Net Zero

ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ถูกจัดสรรเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่รองรับการเติบโตของเมืองใน 3 ระยะ เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับภูมิภาค รวมถึงการเป็นเมืองอัจฉริยะที่ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก

วางโครงสร้างพลังงานอัจฉริยะ รองรับเมืองอนาคต

การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มุ่งเน้นระบบอัจฉริยะแบบบูรณาการ (Integrated Smart Systems) ที่ยึดถือคนเป็นศูนย์กลางและมีความยั่งยืนต่อระบบนิเวศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของเมืองพบว่าความต้องการใช้ทรัพยากรจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของประชากรและพื้นที่ใช้ประโยชน์ ซึ่งในระยะแรก โครงการจะเริ่มพัฒนาในพื้นที่ประมาณ 1,784 ไร่ โดยมีประมาณการประชากรเบื้องต้นที่ 8,900 คน และเมื่อถึงปี 2574-2577 จะขยายพื้นที่ราว 5,338 ไร่ รองรับประชากร 98,200 คน คาดจะมีความต้องการด้านระบบไฟฟ้าและพลังงานที่ 90 เมกะวัตต์ (MW) พร้อมด้วยความต้องการระบบทำความเย็น (Cooling Capacity) อีกประมาณ 50 kRT เพื่อสนับสนุนอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยที่จะเกิดขึ้นในช่วงแรก

เมื่อโครงการเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือระยะกลาง ช่วงปี 2578-2581 พื้นที่พัฒนาจะขยายออกไปเป็น 9,400 ไร่ รองรับประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 234,100 คน ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 150 เมกะวัตต์ และต้องการระบบทำความเย็นเพิ่มเป็น 100 kRT และโครงการพัฒนาถึงระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2582-2585 เป็นต้นไป พื้นที่โครงการรวมทั้งหมดจะขยายตัวไปถึง 14,957 ไร่ รองรับประชากร 350,000 คน ส่งผลให้ความต้องการกำลังไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นไปถึง 300 เมกะวัตต์ และต้องการระบบทำความเย็นรวมกว่า 145 kRT เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน

Smart Grid หนุน Direct PPA รับ Data Center

ทั้งนี้ แผนผังโครงสร้างพื้นฐานได้กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงผลิตสาธารณูปโภคส่วนกลาง หรือ Central Utility Plant (CUP) จำนวน 4 แห่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการผลิตและกระจายไฟฟ้า รวมถึงนํ้าเย็นสำหรับระบบปรับอากาศ โดยมีการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานภายนอกเพื่อสร้างระบบสำรองที่มีความมั่นคงสูงผ่านจุดเชื่อมต่อแรงดัน 115 kV ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการเชื่อมโยงกับโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง หรือ Direct PPA ผ่านโครงข่ายไฟฟ้าของบุคคลที่สาม (Third Party Access- TPA) เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ต้องการเสถียรภาพไฟฟ้าสูงมาก เช่น Data Center ซึ่งมีการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มนี้สูงถึง 1,000 MW

อีกทั้ง โครงการ EECiti ยังออกแบบโครงข่ายไฟฟ้า(Smart Grid) ให้สามารถรองรับพลังงานสะอาดได้หลากหลาย และระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) ที่มีคุณสมบัติ Grid-forming ช่วยให้เมืองสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างอิสระและมีความเสถียรสูงสุด แม้ในกรณีเกิดเหตุขัดข้องจากโครงข่ายหลักภายนอก ที่มีเป้าหมายการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย(โซลาร์รูฟท็อป) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ราว 100 เมกะวสัตต์ และโซลาร์ทุนลอยนํ้าและโซลาร์รูฟท็อบบนหลังโรงจอดรถยนต์ รวมกันราว 30 เมกะวัตต์

รวมถึงการรองรับจากโรงไฟฟ้าขยะ Waste to energy (RDF) ขนาด 6 เมกะวัตต์ และยังเชื่อมโยงกับระบบการจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor-SMR) ขนาด 300 เมกะวัตต์ และระบบ Fuel Cell ขนาด 300 เมกะวัตต์ ที่จะใช้ก๊าซธรรมชาติอัดจากแนววางท่อก๊าซแรงดันสูงของ PTT ซึ่งมีการกำหนดเส้นทางไว้ในผังแม่บทเรียบร้อยแล้ว

เปิดสัมปทาน 50 ปี จูงใจเอกชนร่วมลงทุน

สำหรับโครงการระบบไฟฟ้าและพลังงาน การลงทุนจะดำเนินงานในรูปแบบการร่วมลงทุนในลักษณะ Build-Operate-Transfer (BOT) และ Build-Transfer-Operate (BTO) โดยมีระยะเวลาสัมปทานยาวนานถึง 50 ปี เพื่อให้ภาคเอกชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการบริหารจัดการและคืนทุนอย่างคุ้มค่า โดยภาครัฐได้ออกแบบโครงสร้างการสนับสนุนทางการเงินที่ยืดหยุ่นไว้ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. การชำระเงินคงที่รายปีร่วมกับค่าธรรมเนียมสาธารณูปโภคส่วนกลาง (Fixed Payment + CUF) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงแรกที่ปริมาณความต้องการใช้งานยังไม่เต็มศักยภาพ และ 2. การเก็บค่าธรรมเนียมสาธารณูปโภคส่วนกลางเพียงอย่างเดียว (Common Utility Fee only) ตามปริมาณพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์จริง กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าได้ง่ายขึ้น เนื่องจากโครงการมีความสอดคล้องกับเกณฑ์ความยั่งยืนของประเทศไทย