thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

06 ก.ค. 69 | 09:08 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 09:15 น.

‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจไทยป่วยหนักขั้น ‘มะเร็งเรื้อรัง’ จากวิกฤตพลังงาน พร้อมขาดดุลเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือน ดันกู้ 2 แสนล้านเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

KEY

POINTS

  • นายเอกนิติยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะป่วยหนักจากปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม และเผชิญวิกฤติซ้อนจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง
  • รัฐบาลเสนอแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หลังจากวิกฤติราคาน้ำมันทำให้ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน
  • เงินกู้จะถูกนำไปใช้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน, สนับสนุนเชื้อเพลิงสะอาด และพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้า

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพลังงานแพง กระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของประชาชนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ หากไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่ภาวะ "วิกฤติซ้อนวิกฤติ" ที่จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ซึ่งเดิมก็เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว

นายเอกนิติกล่าวว่า ความท้าทายครั้งนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรัง ทั้งการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การขาดดุลการคลังต่อเนื่องจากรายได้รัฐเติบโตไม่ทันรายจ่าย รวมถึงการขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

"หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นคนไข้ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง และยังต้องเผชิญโรคแทรกซ้อนเพิ่มเติมอีก" นายเอกนิติ กล่าว

 ชี้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5 แสนล้านใน 2 เดือน

นายเอกนิติ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากภาครัฐต้องดูแลทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศอย่างรอบคอบ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาวควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากไม่เร่งดำเนินการในช่วงเวลานี้ ประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลต่อเนื่อง กลับพลิกเป็นขาดดุลเกือบ 500,000 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 2 เดือน

สาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เงินตราต่างประเทศไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้น

"หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป และความขัดแย้งที่ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนยังไม่ยุติ ไทยอาจเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จนเสี่ยงกลับไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต" นายเอกนิติ กล่าว

ดันพลังงานสะอาด-โซลาร์ภาคประชาชน

สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท รัฐบาลจะมุ่งเน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด โดยเฉพาะไบโอดีเซลในระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนแบบครบวงจร พร้อมระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน รวมถึงการลงทุนพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสมาร์ทกริดในอนาคต

แม้ว่าวงเงินดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นกลไกเร่งรัดการลงทุนที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ปักธงลงทุนแตะ 30% ของ GDP

นอกจากการลงทุนด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการเร่งลงทุนในทุกมิติ โดยประกาศให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" เพื่อฟื้นบทบาทของการลงทุนให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือระดับการลงทุนที่ต่ำเกินไป ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้ทยอยกลับไปอยู่ใกล้ระดับ 30% เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การลงทุนรอบใหม่จะมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและปลดล็อกข้อจำกัดด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

เร่งดึงเม็ดเงินลงทุน 9 แสนล้านผ่าน Thailand Fast Pass

สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังมีเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนอื่นๆ ทั้งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ตลอดจนกองทุนระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศผ่านกลไก "Thailand Fast Pass" ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 900,000 ล้านบาทภายในปีนี้

โดยรัฐบาลจะกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้การลงทุนใหม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว