

KEY
POINTS
รายงานล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า พลังงานสะอาดเป็นแหล่งพลังงานที่เพิ่มเข้าสู่ระบบพลังงานโลกมากที่สุดในปี 2025 โดยเป็นครั้งแรกที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันมีส่วนเพิ่มพลังงานใหม่มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่ละชนิด แม้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนหลักของพลังงานโลก แต่การเติบโตของไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภาพสะท้อนพลังงานสะอาดเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2025
รายงานจาก Carbon Brief ระบุว่า พลังงานสะอาดเป็นแหล่งพลังงานที่เพิ่มเข้าสู่ระบบพลังงานโลกมากที่สุดเมื่อปี 2025 ตามรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute)
หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปี 2025 ยังเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อรวมกันแล้ว มีส่วนเพิ่มพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่ละชนิด
ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของไฟฟ้าในระบบพลังงานโลก ตามการระบุของสถาบันพลังงาน ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่รับช่วงจัดทำรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงานประจำปีต่อจากบริษัทน้ำมัน BP ตั้งแต่ปี 2023
รายงานระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตรา 3% ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของการใช้พลังงานโดยรวมที่อยู่ที่ 1.7% และกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดมาจากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ
แม้ว่ารายงานจะรวมข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นครั้งแรก แต่พบว่าศูนย์ข้อมูลคิดเป็นเพียง 2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และมีสัดส่วนเพียง 15% ของการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2025
ในขณะเดียวกัน รายงานทบทวนสถิติดังกล่าวยังระบุว่า แหล่งพลังงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังน้ำ ต่างทำสถิติระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโลกในปี 2025
แม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะคิดเป็น 86% ของพลังงานปฐมภูมิ (Primary Energy) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อพิจารณาการมีส่วนสนับสนุนต่อระบบเศรษฐกิจจริง สัดส่วนดังกล่าวต่ำกว่ามาก เนื่องจากพลังงานประมาณสองในสามสูญเสียไประหว่างกระบวนการเผาไหม้
รายงานแสดงให้เห็นว่า อุปทานพลังงานของโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้น 10 เอ็กซะจูล (Exajoules: EJ) หรือ 1.7% ส่งผลให้ปริมาณอุปทานพลังงานรวมของโลกทะลุ 600 เอ็กซะจูลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ภายในปริมาณดังกล่าว แหล่งพลังงานทุกประเภทต่างทำสถิติสูงสุดใหม่ ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ดังที่แสดงในกราฟด้านล่าง
ที่น่าสังเกตคือ ถ่านหินทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 166 เอ็กซะจูลในปี 2025 เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน และสูงกว่าระดับที่ทำไว้ในปี 2014 ซึ่งเคยถูกมองว่าอาจเป็นจุดสูงสุดของการใช้ถ่านหิน ถึง 2.8%
ขณะที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 18.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งเมื่อรวมกันแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานที่เพิ่มเข้าสู่อุปทานพลังงานโลกมากกว่าเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง
เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคิดเป็น 86.2% ของอุปทานพลังงานโลก แต่เป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อมูลพลังงานปฐมภูมิ การมีส่วนร่วมของแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำในระบบพลังงานโลกยังคงดูมีสัดส่วนไม่มากนัก
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็น 86.2% ของอุปทานพลังงานปฐมภูมิของโลก การขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์เคยทำให้สัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบพลังงานโลกลดลงเหลือ 91% ตั้งแต่ปี 1986 ก่อนที่อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลจะทำให้การขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์ชะงักลง
กระทั่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แหล่งพลังงานสะอาดจึงเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์
ประเด็นสำคัญคือ รายงานทบทวนสถิติดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากอุปทานพลังงานรวม (Total Energy Supply: TES) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดพลังงานปฐมภูมิ โดยนับรวมพลังงานที่กักเก็บอยู่ในถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ป้อนเข้าสู่ระบบพลังงาน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนจะนับจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้
อย่างไรก็ตาม พลังงานส่วนใหญ่ที่อยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิลจะสูญเสียไปในรูปของความร้อนเหลือทิ้งระหว่างกระบวนการเผาไหม้
ในความเป็นจริง พลังงานปฐมภูมิราวสองในสามของทั้งหมดจะสูญเสียไปก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนยานพาหนะ การให้ความร้อนแก่ที่อยู่อาศัย หรือการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่าง
สิ่งนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความเข้าใจคลาดเคลื่อนของพลังงานปฐมภูมิ(Primary Energy Fallacy) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะ ทำให้การรับรู้ถึงบทบาทของเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงเกินความเป็นจริง รวมถึงทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำดูเป็นเรื่องยากกว่าความเป็นจริง
ตัวอย่างเช่น รายงานแสดงให้เห็นว่า มีพลังงานจำนวน 105 หน่วยถูกป้อนเข้าสู่ภาคการขนส่ง ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากน้ำมัน แต่สุดท้ายสามารถสร้างบริการด้านพลังงานสำหรับการขนส่ง (Transport Energy Services) ได้เพียง 20 หน่วยเท่านั้น
หรืออีกอย่างก็คือ พลังงานปฐมภูมิที่ใช้ในภาคการขนส่งมีไม่ถึง 20% ที่ถูกนำไปใช้เพื่อการเคลื่อนย้ายผู้คนหรือสินค้าได้จริง ขณะที่อีกประมาณ 80% สูญเสียไปในรูปของความร้อนเหลือทิ้ง
จนถึงปี 2024 รายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงานพยายามแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการใช้ "วิธีการทดแทน" (Substitution Method) สำหรับแหล่งพลังงานสะอาด โดยคำนวณพลังงานปฐมภูมิจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ให้เทียบเท่ากับปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำเป็นต้องใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม รายงานได้ยกเลิกการใช้วิธีดังกล่าวในปี 2025 โดยให้เหตุผลว่า แนวทางใหม่นี้สะท้อนประสิทธิภาพที่สูงกว่าของระบบพลังงานสะอาด ซึ่งสูญเสียพลังงานจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยกว่า โดยอธิบายว่า ในอนาคตเราจะต้องจัดหาพลังงานในรูปของไฟฟ้าสะอาดในปริมาณที่น้อยลง เพื่อให้สามารถทำงานได้ในระดับเดียวกับการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ความต้องการพลังงานปฐมภูมิจะลดลง เมื่อระบบพลังงานมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาจากหลักการดังกล่าว ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของข้อค้นพบที่ว่า พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อรวมกันแล้ว กลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2025 อีกครั้งหนึ่ง พลังงานปฐมภูมิใหม่ที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบในปีที่ผ่านมา อาจมีถึงประมาณสองในสามที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง เพราะสูญเสียไปในรูปของความร้อนเหลือทิ้ง
ในทางตรงกันข้าม พลังงานใหม่ที่ได้จากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้า ซึ่งแทบทั้งหมดสามารถนำไปใช้ได้โดยตรงเพื่อขับเคลื่อนโรงงาน บ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นแหล่งพลังงานที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยขยายตัวถึง 18% ในปี 2025 เพียงปีเดียว
ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ขณะที่ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพิ่มขึ้นเพียง 6% 9% และ 21% ตามลำดับ
ผลกระทบของพลังงานหมุนเวียนเห็นได้ชัดที่สุดในภาคการผลิตไฟฟ้า โดยเมื่อรวมกับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่แล้ว แหล่งพลังงานดังกล่าวสามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกทั้งหมดในปี 2025
รายงานเเสดงให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ขณะที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อรวมกันแล้ว สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าพลังน้ำหรือพลังงานนิวเคลียร์
รายงานระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อรวมกันเพิ่มขึ้น 18% ในปี 2025 ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงเล็กน้อย และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระดับที่ชดเชยกัน
โดยรวมแล้ว รายงานระบุว่า การผลิตไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 940 เทราวัตต์ชั่วโมง (Terawatt-hours: TWh) หรือ 3% ซึ่งมีปริมาณใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของสหราชอาณาจักรประมาณ 3 เท่า
ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ซึ่งถูกรวมไว้ในรายงานเป็นครั้งแรก ระบุว่า ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ใช้ไฟฟ้ารวม 788 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2025 เพิ่มขึ้น 130 เทราวัตต์ชั่วโมงจากปีก่อน หมายความว่า ศูนย์ข้อมูลมีสัดส่วนเพียง 2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก
รายงานของสถาบันพลังงานระบุว่า ภาคการผลิตไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานโลกมากขึ้น เนื่องจากเติบโตเร็วกว่าภาคส่วนอื่นของระบบพลังงานโลก
ขณะเดียวกัน แนวคิดการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อเร่งการใช้ไฟฟ้าในภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะระบบทำความร้อนและภาคการขนส่ง ก็กำลังได้รับความสนใจด้านนโยบายเพิ่มขึ้น
ฝ่ายประธานการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ สนับสนุนเป้าหมายระดับโลกที่กำหนดให้ 35% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (Final Energy) มาจากไฟฟ้าภายในปี 2035 จากปัจจุบันที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 22%
จีนมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในพลังงานขั้นสุดท้ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก โดยในปี 2025 ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ และจีนเพิ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็น 35% ภายในปี 2030
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถดำเนินการได้ คือ ขนาดของระบบผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบัน จีนผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าปริมาณการผลิตรวมของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอินเดีย ดังที่แสดงในกราฟด้านล่าง
แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าในจีนในอดีตจะอาศัยโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก แต่ในปีที่ผ่านมา การขยายตัวของแหล่งพลังงานสะอาดมีมากเพียงพอที่จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง