thansettakij
thansettakij
ไทยรั้งอันดับ 50 ดัชนีเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก 2026 สิงคโปร์นำอาเซียน

ไทยรั้งอันดับ 50 ดัชนีเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก 2026 สิงคโปร์นำอาเซียน

30 มิ.ย. 69 | 23:58 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 00:10 น.

WEF เผยผลดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ETI) ปี 2026 ไทยอยู่อันดับ 50 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกทำสถิติสูงสุด แต่ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านพลังงานกลับลดลง

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 50 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ในดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ETI) ประจำปี 2026
  • สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ในอาเซียน (อันดับ 42 ของโลก) ตามมาด้วยมาเลเซีย (อันดับ 45) และเวียดนาม (อันดับ 48)
  • ความท้าทายหลักของไทยคือการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG ในระดับสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า และข้อจำกัดด้านนโยบายระบบสายส่งไฟฟ้า

การลงทุนในภาคพลังงานทั่วโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีมูลค่าการลงทุนรวม 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในพลังงานสะอาด 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 42%

แม้เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่รายงานดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition Index: ETI) ปี 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ระบุว่า ระดับความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transition Readiness) ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ อยู่ที่ 0.76 สะท้อนว่าการลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากยังขาดเสถียรภาพด้านนโยบาย กรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ

อีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อภาคพลังงานโลก คือวิกฤตความไม่สงบและการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัว 4.4% ในปี 2024 และ 3.0% ในปี 2025 จากการเติบโตของการใช้พลังงานในภาคระบบทำความเย็น ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งดึงดูดเงินลงทุนทั่วโลกกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลรวม 486 เทราวัตต์-ชั่วโมง

ไทยอยู่อันดับ 50 โลก สิงคโปร์ครองผู้นำอาเซียน

ผลการจัดอันดับดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ETI) ปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านศักยภาพของประเทศในอาเซียน โดยสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ของภูมิภาค และอันดับ 42 ของโลก ตามมาด้วยมาเลเซีย อันดับ 45 ของโลก เวียดนาม อันดับ 48 ของโลก และประเทศไทยอยู่อันดับ 50 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน 

รายงานระบุว่า แต่ละประเทศมีแนวทางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแตกต่างกันตามข้อจำกัดและโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเอง

สิงคโปร์ ขยับขึ้น 10 อันดับ จากความก้าวหน้าด้านกฎระเบียบเชิงรุกและการระดมทุนสีเขียว แม้ประเทศจะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 95% แต่สามารถบริหารข้อจำกัดดังกล่าวผ่านนโยบายภาษีคาร์บอนและการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินเพื่อความยั่งยืน

มาเลเซียยังคงรักษาอันดับจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า

รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แม้ยังเผชิญความท้าทายในการบริหารนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานหมุนเวียน

เวียดนาม ขยับอันดับจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ระดับโลก ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้พลังงานของภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศยังคงต้องขยายการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินควบคู่กันไป โดยคาดว่าการบริโภคถ่านหินจะเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปีจนถึงปี 2030

ส่วนประเทศไทย รายงานระบุว่า ความเปราะบางของโครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาการนำเข้า LNG ในระดับสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคา LNG ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ประเทศไทยจึงเร่งสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคเอกชนและภาคประชาชน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านนโยบายในการเปิดเสรีระบบสายส่งไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้อันดับของไทยและเวียดนามจะห่างกันเพียง 2 อันดับ แต่รายงานชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจ การคลัง และประชากรของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ระบบสายส่งไฟฟ้า โจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาเซียน

แม้หลายประเทศในอาเซียนจะเร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน แต่รายงาน ETI 2026 ระบุว่า อุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด หากแต่อยู่ที่ข้อจำกัดในการบูรณาการระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid Integration Bottlenecks) ซึ่งยังพัฒนาไม่ทันกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้โครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบสายส่งได้ แม้จะพร้อมผลิตไฟฟ้าแล้วก็ตาม ทำให้พลังงานสะอาดไม่สามารถจ่ายเข้าสู่ระบบได้เต็มศักยภาพ ขณะที่การพัฒนาระบบสายส่งที่รองรับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ยังเป็นโจทย์สำคัญของหลายประเทศในภูมิภาค

รายงานยังระบุว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นอีกความท้าทายของอาเซียน โดยการใช้ถ่านหินในอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ยังเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี ส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มขึ้น และเป็นความท้าทายต่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความต้องการใช้แร่วิกฤต (Critical Minerals) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม ขณะที่อินโดนีเซียยังคงครองห่วงโซ่อุปทานนิกเกิลมากกว่า 60% ของโลก ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดในระดับโลก

ดัน ASEAN Power Grid เชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน

รายงานระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ยังเผชิญข้อจำกัดด้านระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ ส่งผลให้การพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่เกิดความล่าช้า

เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงเดินหน้าผลักดันโครงการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน ปี 2026-2030 โดยมีเป้าหมายขยายการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานของภูมิภาค

การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระดับภูมิภาคดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของอาเซียน และประหยัดงบประมาณได้ถึง 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงในช่วงวิกฤตพลังงาน

อาเซียนขยับบทบาทฐานแร่วิกฤตรองรับพลังงานสะอาด

นอกจากการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าแล้ว รายงานยังระบุว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดหาแร่วิกฤต (Critical Minerals) สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้จัดหานิกเกิลมากกว่า 60% ของโลก

การลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและโรงกลั่นแร่ของอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนต่างประเทศ เช่น จีน สะท้อนศักยภาพของอาเซียนในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำหรับระบบขนส่งคาร์บอนต่ำในอนาคต ขณะที่รายงานเสนอให้ภูมิภาคร่วมกันพัฒนากลไกด้านราคาและการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ควบคู่กับการยกระดับระบบสายส่งอัจฉริยะ การติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และการใช้กลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของอาเซียนในระยะยาว