

KEY
POINTS
รายงานดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition Index: ETI) ปี 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 50 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน ขณะที่เวียดนามขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 48 ของโลก แม้อันดับของทั้งสองประเทศจะห่างกันเพียง 2 อันดับ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจ การคลัง ประชากร และการลงทุน กลับพบความแตกต่างที่ส่งผลต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ
การเปรียบเทียบข้อมูลเชิงโครงสร้างระหว่างไทยและเวียดนามในรายงานฉบับนี้ สะท้อนว่า แม้ไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้ประชากรต่อหัวสูงกว่า แต่เวียดนามมีความได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่า พื้นที่ทางการคลังที่เอื้อต่อการลงทุน โครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่ใหญ่กว่า และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ขณะที่ในระดับภูมิภาค
รายงานยังชี้ว่า การพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของอาเซียนในระยะต่อไป
การเปรียบเทียบประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งมีอันดับดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ETI) ใกล้เคียงกัน คืออันดับ 50 และอันดับ 48 ของโลก ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ประชากร และศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ข้อมูลปี 2026 ระบุว่า เวียดนามมีประชากรประมาณ 102.1 ล้านคน มากกว่าไทยที่มี 71.5 ล้านคน ส่งผลให้มีฐานอุปสงค์ด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่และเติบโตเร็วกว่า
ด้านขนาดเศรษฐกิจ ไทยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (Nominal GDP) 527 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเวียดนามที่ 476 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้ประชากรต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,347 ดอลลาร์ สูงกว่าเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 4,717 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ไทยมีอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 63.2% ในปี 2024 สูงกว่าเวียดนามที่ 31.3% ส่งผลให้เวียดนามมีพื้นที่ทางการคลังมากกว่าในการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าสีเขียว
ในด้านโครงสร้างประชากร ไทยมีอายุเฉลี่ยประชากร 41.1 ปี ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 33.9 ปี ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยอยู่ที่ 2-4% ของ GDP ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 6% ของ GDP ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดเงินลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่า
แม้ไทยจะมีรายได้ประชากรต่อหัวและมูลค่า GDP สูงกว่าเวียดนาม แต่ข้อจำกัดสำคัญคือระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 63.2% ของ GDP ซึ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการกู้ยืมเพื่อลงทุนในระบบกริดไฟฟ้าสมัยใหม่และการอุดหนุนโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่
ในทางกลับกัน เวียดนามมีหนี้สาธารณะเพียง 31.3% ของ GDP และมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวคิดเป็น 6% ของ GDP
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยกว่า โดยมีอายุเฉลี่ย 33.9 ปี เทียบกับ 41.1 ปีของไทย ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นด้านแรงงานมากกว่า และยังมีเวลาอีกประมาณ 15-20 ปีก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
สำหรับประเทศไทย งบประมาณภาครัฐต้องรองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและระบบสาธารณสุขเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้งบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนระยะยาวมีข้อจำกัด
ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกของเวียดนามเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55 ล้านล้านเยน สูงกว่าประเทศไทยที่ 48 ล้านล้านเยน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามต้องเร่งปรับตัวสู่มาตรฐานการค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อรักษาความสามารถในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา
การประเมินภาพรวมของภูมิภาคอาเซียนพบว่า ข้อจำกัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่เป็นปัญหาคอขวดในการบูรณาการระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid Integration Bottlenecks)
ปัจจุบัน ระบบสายส่งไฟฟ้าในหลายประเทศยังไม่สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้โครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวนหนึ่งต้องรอการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ
รายงานยังระบุว่า การพึ่งพาถ่านหินในอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ยังคงเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียยังครองห่วงโซ่อุปทานนิกเกิลกว่า 60% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม
แนวทางที่เสนอเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาค ได้แก่ ยกระดับระบบสายส่งอัจฉริยะและติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด พัฒนากลไกมาตรฐานราคาและการลงทุนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของอาเซียน
รายงานระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ยังเผชิญข้อจำกัดด้านระบบสายส่งไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่หลายโครงการล่าช้า
การแก้ไขปัญหาจึงมุ่งสู่การผลักดันโครงการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน ปี 2026-2030 เพื่อขยายการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน
การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระดับภูมิภาคดังกล่าว มีเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของอาเซียน และคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของภูมิภาคได้ถึง 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน
นอกจากนี้ อาเซียนยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดหาแร่วิกฤต (Critical Minerals) สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้จัดหานิกเกิลมากกว่า 60% ของโลก
การลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและโรงกลั่นแร่ของอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนต่างประเทศ เช่น จีน ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในห่วงโซ่อุปทานของระบบขนส่งคาร์บอนต่ำในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง