

KEY
POINTS
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวในหัวข้อ "ความมั่นคงพลังงานไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน" ในงาน ROAD To NET ZERO 2026 "Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" ที่จัดขึ้นโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ หรือ Smart Grid คือสารตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการนำประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วโดยขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอย่างมีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตพลังงาน ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ (Blackout) ในประเทศสเปนและโปรตุเกสเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจนถึงช่วงบ่าย
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานผ่านระบบ Smart Grid จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดย Smart Grid ในนิยามที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ
ปัจจุบันรูปแบบการจัดการพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบทางเดียวในอดีต ที่เป็นการส่งไฟฟ้าจากผู้ผลิตผ่านสายส่งและสายจำหน่ายไปสู่ผู้ใช้ ไปเป็นรูปแบบ "Power Matrix" ที่มีการบริหารจัดการในระดับจังหวัด ชุมชน และครัวเรือน โดยมีศูนย์จัดการพลังงาน (Grid Management Center) เป็นตัวกลางในการดูแลความมั่นคงและสร้างตลาดที่มีการแข่งขันได้ในอนาคต
การขับเคลื่อนนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาแหล่งพลังงานที่หลากหลายทั้งพลังงานหลักและพลังงานทดแทน การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กหรือ Microgrid ในระดับพื้นที่ การนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้เพื่อสร้างความเสถียร
การติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและป้องกันการลักลอบใช้ไฟ การใช้ระบบสื่อสารความเร็วสูง 5G เชื่อมต่อโครงข่าย และการใช้ระบบประมวลผลอัจฉริยะผ่าน Energy Management System และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในภาพรวม
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการมีระบบ Smart Grid ที่สมบูรณ์มี 4 ด้านหลัก คือ การสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าตกหรือดับจากการเข้ามาของพลังงานทดแทนจำนวนมาก การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ PM 2.5 การสร้างตลาดพลังงานที่มีความเป็นธรรมด้วยกลไกราคาแบบ Dynamic Pricing และราคาตามช่วงเวลาการใช้ (Time of Use Rate) แทนที่การใช้ค่าไฟฟ้าคงที่เพียงอย่างเดียว และการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Peer to Peer ข้ามโรงงานหรือข้ามพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain
ในส่วนของภาคธุรกิจ บี.กริม เพาเวอร์ ได้พัฒนาต้นแบบ Smart Grid ในนิคมอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปี โดยมีการผสมผสานทั้งโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำ เข้ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและระบบแบตเตอรี่
ปัจจุบันบริษัทได้สร้างโครงข่าย Smart Grid ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยระยะทางรวม 216.76 กิโลเมตร ครอบคลุม 11 นิคมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย รองรับกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาสู่ Smart City, Data Center และระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)
ทั้งนี้ การจะบรรลุความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาทั้งในระบบสายส่งและสายจำหน่ายเพื่อลดปัญหาคอขวดในการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพื้นที่ รวมถึงการยกระดับสถานีไฟฟ้าและหม้อแปลงให้เป็นระบบอัจฉริยะ (Grid Modernization)
ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น Load Aggregator เพื่อรวมศูนย์การบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า และการทำ Demand Response เพื่อจัดการการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสีเขียวในกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
"สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากหน่วยงานนโยบายอย่างกระทรวงพลังงาน หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อวางแผนและเรียนรู้จากประสบการณ์ระดับสากล นำไปสู่การจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทยในปี 2050"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง