

KEY
POINTS
ท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บทความเรื่อง Why we need to invest in adaptation at the same time as climate action เสนอว่า การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรได้รับความสำคัญควบคู่กัน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากกำลังเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
แม้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) จะได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากขึ้นและมีเหตุผลรองรับทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจด้านการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมของประชาชน
จากการพูดคุยกับผู้นำประเทศหลายรายในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ทำให้การปรับตัวยังไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง
ประการแรก ผู้นำจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นหลัก และมองว่าการปรับตัวเป็นวาระรอง แม้ในความเป็นจริง ระบบพลังงาน ระบบน้ำ และห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับสภาพภูมิอากาศที่โลกกำลังเผชิญอยู่
มีการยกตัวอย่างว่า คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นกำลังเพิ่มความต้องการใช้ระบบทำความเย็นและการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกับที่พยายามป้องกัน
ประการที่สอง ผู้กำหนดนโยบายบางส่วนมองว่าการลงทุนด้านการปรับตัวเป็นการยอมรับว่าความพยายามในการรับมือภาวะโลกร้อนที่ผ่านมาไม่เพียงพอ แม้งานวิจัยจำนวนมากจะชี้ว่า การลงทุนด้านการปรับตัวทุก 1 ดอลลาร์ สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนได้มากกว่า 10 ดอลลาร์
บทความระบุว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการมองปัญหาย้อนแย้ง เนื่องจากยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทางเลือกในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพก็จะยิ่งลดลง การดำเนินการตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการรักษาทางเลือกในการบริหารจัดการความเสี่ยงในอนาคต ไม่ใช่การยอมรับว่าโลกจะร้อนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ ทั้งเมืองชายฝั่งในสเปน นิวซีแลนด์ และโมซัมบิก ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเล รวมถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างกาแฟในเวียดนามและข้าวโพดในแทนซาเนียที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
ประการสุดท้าย บทความระบุว่า การปรับตัวยังขาดเจ้าภาพที่ชัดเจนในเชิงนโยบาย โดยอ้างอิงผลสำรวจในบราซิลที่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุได้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้นำการดำเนินงานด้านการปรับตัว ขณะที่ประชาชนกว่า 75% พร้อมสนับสนุนรัฐบาลที่มีแผนดำเนินงานด้านดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
แม้งานศึกษาที่ติดตามผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศตลอด 5 ทศวรรษจะพบว่ายังมีหลักฐานจำกัดว่าการปรับตัวสามารถลดความสูญเสียได้ในวงกว้าง แต่ภาคเอกชนเริ่มประเมินต้นทุนจากภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านการปรับตัวของภาคธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2100
โดยสรุปเเล้ว การปรับตัวไม่ควรถูกมองเป็นมาตรการเชิงรับ แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยรักษาผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางสังคม และสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง