thansettakij
thansettakij
40 เมืองทั่วโลกร่วมออกกฎคุมดาต้าเซ็นเตอร์ หวั่น AI กดดันระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำ

40 เมืองทั่วโลกร่วมออกกฎคุมดาต้าเซ็นเตอร์ หวั่น AI กดดันระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำ

23 มิ.ย. 69 | 02:21 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 69 | 03:30 น.

40 เมืองทั่วโลกจับมือกำหนดมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หลังหลายเมืองเผชิญแรงกดดันด้านไฟฟ้า น้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเติบโตของ AI

KEY

POINTS

  • นายกเทศมนตรีจาก 40 เมืองทั่วโลกได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานและควบคุมการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์
  • การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI และคลาวด์ทำให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงข่ายไฟฟ้าและแหล่งน้ำในหลายเมือง
  • ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับการวางผังเมือง

การขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการคลาวด์ทั่วโลกกำลังผลักดันให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายเมืองเริ่มกังวลต่อผลกระทบด้านการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นดังกล่าวมีความน่าสนใจต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางการขยายตัวของบริการคลาวด์และ AI จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

นายกเทศมนตรีจาก 40 เมืองทั่วโลก รวมถึงลอนดอน ฟีนิกซ์ และเมลเบิร์น ตกลงที่จะร่วมมือกันเพื่อลดแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ต่อโครงข่ายไฟฟ้า แหล่งน้ำ และชุมชนท้องถิ่น

บรรดาผู้นำเมืองเปิดเผย ความต้องการกำลังประมวลผลที่พุ่งสูงทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกระตุ้นการลงทุนมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ และจุดชนวนให้เกิดการประท้วงในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ ไปจนถึงสหราชอาณาจักร

โครงการ Global Urban Data Centres Pact ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวขึ้นระหว่างงาน London Climate Action Week มีเป้าหมายกำหนดมาตรฐานเพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงบูรณาการเข้ากับการวางผังเมืองได้ดียิ่งขึ้น โดยนายกเทศมนตรีจากเมืองฟีนิกซ์และเมลเบิร์นเปิดเผยต่อ Reuters

แม้ว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกปรับให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น เนื่องจากความต้องการด้านการทำความเย็นในไอซ์แลนด์แตกต่างจากกรุงมะนิลา แต่นายกเทศมนตรีทั้งสองระบุว่ากรอบแนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาอนุญาตโครงการ การวางแผนพัฒนา รวมถึงการเจรจากับภาคธุรกิจและรัฐบาล

ดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลต่อโครงข่ายพลังงานมากที่สุด

สำนักข่าว reuters รายงานโดยอ้างอิงคำพูดของ นิโคลัส รีซ (Nicholas Reece) นายกเทศมนตรีเมืองเมลเบิร์น ที่กล่าวว่า ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ราว 50 แห่งดำเนินงานอยู่ในเมือง และคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในท้องถิ่นภายในปี 2030 และอาจเพิ่มเป็น 20% ภายในปี 2040 สำหรับเมืองที่มีประชากร 5.5 ล้านคนแห่งนี้

ดาต้าเซ็นเตอร์คือสิ่งที่ส่งผลต่อโครงข่ายพลังงานมากที่สุดนับตั้งแต่การใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงทศวรรษ 1950  แต่ในขณะที่การติดตั้งเครื่องปรับอากาศต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้อาจใช้น้ำมากถึง 20,000 ล้านลิตรต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 4% ของปริมาณน้ำดื่มทั้งหมดของเมือง ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่อทรัพยากรในท้องถิ่น

การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเกิดขึ้นด้วยความเร็วจนกฎระเบียบตามไม่ทัน ส่งผลให้เมืองต่าง ๆ เสี่ยงเข้าสู่การแข่งขันสู่จุดต่ำสุด"Race to the Bottom"เนื่องจากรัฐบาลพยายามแข่งขันกันดึงดูดการลงทุน และในบางกรณีอาจข้ามขั้นตอนการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดาต้าเซ็นเตอร์มีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

ด้าน เคต กาเยโก (Kate Gallego) นายกเทศมนตรีเมืองฟีนิกซ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเมืองฟีนิกซ์และพื้นที่โดยรอบมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้วหรืออยู่ระหว่างวางแผนรวม 225 แห่ง และยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมที่อาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

กาเยโกกล่าวว่า หน่วยงานสาธารณูปโภคที่เคยเผชิญกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างคงที่ต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ขณะนี้กำลังเผชิญการเติบโตภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีในระดับที่เทียบเท่ากับการเพิ่มขึ้นตลอดศตวรรษที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ AI

ความต้องการใช้ไฟฟ้าในขณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาเสียงรบกวน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ รวมถึงความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในย่านที่อยู่อาศัย

ด้านซาดิก ข่าน (Sadiq Khan) นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญต่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต แต่ประชาชนก็มีสิทธิที่จะคาดหวังให้การเติบโตดังกล่าวได้รับการบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกราว 2.5% ถึง 3.7% ซึ่งสูงกว่าภาคการบิน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมของโลก

โครงการดังกล่าวได้รับการประสานงานโดย C40 Cities ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของเมืองขนาดใหญ่เกือบ 100 เมืองทั่วโลกที่ทำงานร่วมกันด้านการดำเนินการเพื่อสภาพภูมิอากาศ โดยเมืองอื่น ๆ ที่เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงนี้ ได้แก่ บาร์เซโลนา เจนไน และเมืองบอยซี ในรัฐไอดาโฮของสหรัฐฯ