

KEY
POINTS
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน EV กำลังได้รับการมองในอีกมิติหนึ่งในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หลายประเทศเริ่มตระหนักว่าการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติด้วย
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของตลาด EV ทั่วโลก โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่ายอดขาย EV จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ล้านคันในปี 2025 เป็นราว 23 ล้านคันในปี 2026 หรือคิดเป็นประมาณ 28% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า EV ได้ก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์กระแสหลักอย่างเต็มรูปแบบ
จีนไม่ได้เป็นเพียงตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิต EV และแบตเตอรี่ที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตรถ EV เกือบ 75% ของโลก และการผลิตเซลล์แบตเตอรี่มากกว่า 80%
ความได้เปรียบดังกล่าวเกิดจากการมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร การสนับสนุนจากภาครัฐ การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนสามารถขยายตลาดเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน ความเป็นผู้นำของจีนยังสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม EV ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตรถยนต์ แต่ขยายไปสู่การแข่งขันเพื่อครอบครองเทคโนโลยี วัตถุดิบ และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน สหรัฐฯ หรือยุโรปอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวมายังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีศักยภาพทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภคและฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก
หลายประเทศในภูมิภาคต่างเร่งออกมาตรการสนับสนุน EV เพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไทยเร่งสร้างฐานผลิต EV รับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน EV มากที่สุดในอาเซียน โดยยอดขาย EV ในปี 2025 เพิ่มขึ้นราว 70% แตะระดับประมาณ 140,000 คัน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ไทยเป็นตลาด EV ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตมาจากมาตรการ EV 3.5 และเป้าหมาย 30@30 ซึ่งมีบทบาทในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยเฉพาะจากจีน ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต EV ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค
สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญของไทย อยู่ที่การก้าวสู่ฐานเทคโนโลยี
แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนด้านการประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่ แต่ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปคือการยกระดับเข้าสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า
ในยุคของ EV มูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่การประกอบชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว หากแต่กระจุกตัวอยู่ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ AI ระบบปฏิบัติการ และการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะเป็นเพียงฐานการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ หรือจะสามารถก้าวสู่การเป็นฐานเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV ของโลก
รีไซเคิลแบตเตอรี่ โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจหมุนเวียน
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ การจัดการแบตเตอรี่และรถ EV เมื่อหมดอายุการใช้งาน
หากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ได้อย่างครบวงจร จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำแร่สำคัญอย่างลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์ กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
แนวทางดังกล่าวยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมความมั่นคงด้านทรัพยากร และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรม EV ทั่วโลก
อนาคต EV คือการแข่งขันเพื่อครอบครองห่วงโซ่มูลค่า
ในอนาคต ความสำเร็จของอุตสาหกรรม EV จะไม่ได้วัดจากจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และครอบครองมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ประเทศที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำได้สำเร็จ จะมีโอกาสสร้างการจ้างงาน รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่ทำหน้าที่เพียงฐานการประกอบขั้นสุดท้าย
สำหรับไทย หากสามารถเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีได้สำเร็จ การเติบโตของ EV จะไม่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง