

KEY
POINTS
นายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (WHA) กล่าวว่า ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เป็นเรื่องสำคัญในระดับโลก และอาจเป็นเรื่องที่ยากกว่าการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เนื่องจากไม่ใช่เพียงเรื่องของภาคธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการดำรงอยู่และการอยู่รอดในอนาคต
WHA เริ่มดำเนินโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเริ่มต้นในพื้นที่โซน 3 ก่อนจะขยายการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จนมองว่าจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมดำเนินงาน เนื่องจากการดูแล Biodiversity มีรายละเอียดมากกว่าการปลูกต้นไม้ทั่วไป และต้องคำนึงถึงระบบนิเวศโดยรวม
บริษัทต้องการผลักดันให้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าและคู่ค้าเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นความตื่นตัวในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมแล้วมากกว่า 200 บริษัท เนื่องจากมองว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องปลูกฝังและทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญร่วมกัน
นายณัฐพรรษกล่าวว่า ปัจจุบันกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่มีอยู่ยังต่ำกว่าสิ่งที่บริษัทต้องการดำเนินการ WHA จึงพยายามมองในกรอบที่กว้างขึ้น เพื่อค้นหาช่องว่างและยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าข้อกำหนดที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Biodiversity การปลูกป่า หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศ
หนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่ดำเนินการอยู่ คือ พื้นที่ขนาด 36 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 3 ที่ร่วมดำเนินงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศในพื้นที่
นอกจากนี้ ในมิติด้านความหลากหลายทางชีวภาพยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ ขณะที่ด้านการบริหารจัดการน้ำก็มีอีกหลายประเด็นที่ต้องผลักดันเช่นกัน โดยเฉพาะการหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
สำหรับพื้นที่สระบุรี บริษัทมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับชุมชน จึงมีแนวคิดพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ (Park) ขณะที่บางพื้นที่มีการปลูกพืชเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย แนวทางลักษณะเดียวกันยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ESIE 2 ด้วยเช่นกัน
ส่วนประเด็นเรื่องความเสี่ยงด้านการใช้เงินลงทุน นายณัฐพรรษยอมรับว่า ปัจจุบันยังมีอีกหลายด้านที่ไม่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกที่จะเริ่มต้นจากการจัดทำข้อมูลฐาน (Baseline) เพื่อวัดผลในปัจจุบัน และใช้เป็นจุดตั้งต้นในการดำเนินงาน โดยมีแนวคิดว่าไม่ต้องรอให้กฎเกณฑ์ออกมาก่อน หากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ ก็พร้อมดำเนินการทันที แม้ในอนาคตกฎเกณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) และการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Green Bond) โดย WHA เริ่มออก Green Bond มาตั้งแต่ช่วง 3-5 ปีก่อน เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มว่าในอนาคตเงินทุนจะไหลเข้าสู่โครงการสีเขียวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทมองว่าความเสี่ยงของการไม่ดำเนินการด้านความยั่งยืนอาจส่งผลเชิงลบมากกว่า โดยในปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณตอบรับจากตลาดตราสารหนี้อย่างชัดเจน เมื่อการออกหุ้นกู้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงกว่าจำนวนที่เสนอขายประมาณ 3 เท่า ขณะที่ในปีนี้ความต้องการลงทุนเพิ่มขึ้นจนมียอดจองสูงกว่ามูลค่าที่เสนอขายถึง 4 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านความยั่งยืนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง