thansettakij
thansettakij
‘มีเทน’ ต้นตอปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เรากำลังมองข้าม

‘มีเทน’ ต้นตอปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เรากำลังมองข้าม

09 มิ.ย. 69 | 06:54 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มิ.ย. 69 | 08:17 น.

ขณะที่โลกมุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ “มีเทน” กลับเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่ถูกมองข้าม ทั้งที่มีส่วนเร่งภาวะโลกร้อนเกือบ 1 ใน 3 และสามารถลดได้ทันทีด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่

KEY

POINTS

  • ก๊าซมีเทนเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนอันดับสองรองจากคาร์บอนไดออกไซด์ และมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นเกือบ 1 ใน 3 แม้จะถูกมองข้ามไปก็ตาม
  • แหล่งกำเนิดหลักของมีเทนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม (การเลี้ยงสัตว์, การทำนาข้าว), ภาคพลังงาน (การรั่วไหลของเชื้อเพลิงฟอสซิล) และภาคของเสีย (หลุมฝังกลบขยะ)
  • การลดก๊าซมีเทนมีความสำคัญเร่งด่วน เพราะเป็นตัวเร่งให้โลกร้อนเร็วขึ้นในระยะสั้น และจะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกพร้อมกับลดมลพิษทางอากาศได้

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับแรก เพราะเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในนโยบายพลังงาน อุตสาหกรรม และการลดโลกร้อน แต่ในความเป็นจริง โลกยังมีก๊าซอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากต่อภาวะโลกร้อน

นั่นคือ “มีเทน” แม้มันจะถูกพูดถึงน้อยกว่า แต่มีเทนเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนอันดับสองรองจากคาร์บอนไดออกไซด์ และมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในปัจจุบันเกือบ 1ใน 3 การทำความเข้าใจมีเทนจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้าใจวิกฤตภูมิอากาศอย่างรอบด้าน

แหล่งกำเนิดของมีเทนมีทั้งจากธรรมชาติและจากกิจกรรมของมนุษย์ แหล่งธรรมชาติ เช่น พื้นที่ชุ่มนํ้า เกิดจากจุลินทรีย์ในดินที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในสภาพไร้ออกซิเจน แต่ปัญหาหลักในปัจจุบันมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยมีเทนทั้งหมด ภาคเกษตรกรรมเป็นแหล่งปล่อยสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แกะ และแพะ ที่ปล่อยมีเทนจากกระบวนการย่อยอาหาร รวมถึงมูลสัตว์ที่ถูกจัดเก็บไม่เหมาะสม นอกจากนี้ นาข้าวที่มีนํ้าท่วมขังต่อเนื่องก็เป็นอีกแหล่งสำคัญ เพราะดินที่ขาดออกซิเจนเอื้อต่อจุลินทรีย์ที่ผลิตมีเทน

นอกจากเกษตรกรรม ภาคพลังงานและภาคของเสียก็เป็นแหล่งปล่อยมีเทนที่ไม่ควรมองข้าม ในอุตสาหกรรมนํ้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน มีเทนสามารถรั่วไหลได้ระหว่างการขุดเจาะ ผลิต แปรรูป ขนส่ง และกระจายพลังงาน บ่อนํ้ามัน บ่อก๊าซ หรือเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างและปิดผนึกไม่ดีอาจปล่อยมีเทนต่อเนื่องได้นานหลายปี

ส่วนภาคของเสีย มีเทนเกิดจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ในหลุมฝังกลบ บ่อขยะเปิด และระบบนํ้าเสีย ดังนั้น มีเทนจึงเกี่ยวพันกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากกว่าที่เราคิด ตั้งแต่อาหารที่กิน พลังงานที่ใช้ ไปจนถึงขยะที่ทิ้ง

‘มีเทน’ ต้นตอปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เรากำลังมองข้าม

เหตุผลที่เราต้องรู้จักมีเทนไม่แพ้คาร์บอนไดออกไซด์ คือมันเป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อน แม้คาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นก๊าซที่สะสมยาวนานและเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในระยะยาว แต่มีเทนเปรียบเหมือนแรงผลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มเร็วขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

หากลดมีเทนได้เร็ว โลกก็มีโอกาสชะลออัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้ นอกจากนี้ มีเทนยังเป็นสารตั้งต้นของโอโซนระดับพื้นดิน ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ลดผลผลิตทางการเกษตร และทำลายระบบนิเวศ การลดมีเทนจึงให้ประโยชน์ทั้งต่อภูมิอากาศ สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหารพร้อมกัน

แนวทางลดมีเทนมีอยู่แล้วหลายวิธี และหลายวิธีสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ในภาคพลังงาน การตรวจจับและซ่อมแซมรอยรั่วของก๊าซ การลดการระบายและเผาก๊าซทิ้ง และการเก็บก๊าซกลับมาใช้ สามารถลดการปล่อยได้มากและมักมีต้นทุนต่ำ

ในภาคเกษตร การปรับสูตรอาหารสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ด้วยการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตก๊าซชีวภาพ และการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งสามารถช่วยลดการปล่อยได้ ขณะที่ภาคของเสียสามารถลดมีเทนได้ด้วยการลดขยะอาหาร คัดแยกขยะอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก และปรับปรุงระบบบำบัดนํ้าเสีย มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลดโลกร้อน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในบางกรณี

กล่าวโดยสรุป มีเทนคือก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ควรมองข้าม การรับมือวิกฤตภูมิอากาศไม่อาจมุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องเร่งลดมีเทนควบคู่กันไปด้วย หากคาร์บอนไดออกไซด์คือโจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านระยะยาว มีเทนก็คือโอกาสสำคัญในการชะลอความร้อนของโลกในระยะใกล้ การรู้จักมีเทนจึงช่วยให้เรามองปัญหาโลกร้อนได้ครบขึ้น และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในระบบการผลิตอาหาร พลังงาน และการจัดการของเสีย อาจมีความหมายอย่างมากต่ออนาคตของภูมิอากาศโลก

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์  พานแก้ว

                      คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์