thansettakij
thansettakij
ไขปม ‘ค่าการตลาดน้ำมัน’  2.45 บาท ต้นทุนจริงหรือเพิ่มภาระประชาชน

ไขปม ‘ค่าการตลาดน้ำมัน’ 2.45 บาท ต้นทุนจริงหรือเพิ่มภาระประชาชน

07 มิ.ย. 69 | 09:17 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มิ.ย. 69 | 09:18 น.

ค่าการตลาดน้ำมัน 2.45 บาทต่อลิตร กลายเป็นประเด็นร้อนท่ามกลางค่าครองชีพพุ่ง แต่ข้อมูลชี้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐต้องเร่งหาสมดุลไม่ให้ภาระตกถึงผู้บริโภค

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้ปรับกรอบค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็น 2.45 บาทต่อลิตร
  • การปรับขึ้นค่าการตลาดสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการที่สูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น ค่าแรง ค่าไฟฟ้า และค่าเช่าที่ดิน ตามผลการศึกษาทางวิชาการ
  • ภาครัฐจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อช่วยดูดซับผลกระทบและป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มปรับสูงขึ้นทันที

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวนํ้ามันและพลังงานในสังคมไทย สิ่งที่มักจะตามมาคู่กันเสมอคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความห่วงใยที่มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉะพาะค่าการตลาดขายปลีกนํ้ามันที่ปรับตัวสูงอยู่ในขณะนี้ กำลังเป็นข้อถกเถียงว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือ กบง. เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้มีการปรับกรอบค่าการตลาดนํ้ามันเชื้อเพลิง จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 2 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.45 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดขัอสงสัยว่า เป็นการซํ้าเติมภาวะค่าครองชีพของผู้บริโภคหรือไม่ ในยามที่ราคานํ้ามันมีความผันผวนสูง

ไขที่มา 2.45 บาทต่อลิตร ต้นทุนจริงหรือกำไรเกินควร

ทั้งนี้ หากมาพิจารณาโครงสร้างของค่าการตลาด ที่มักจะถูกตีความและเข้าใจไปเองว่าเป็นผลกำไรล้วน ๆ ของบริษัทนํ้ามันหรือผู้ค้านํ้ามัน กบง. ได้เคยกำหนดกรอบค่าการตลาดนํ้ามันเอาไว้ที่ 2 บาทต่อลิตรมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีหลักการและข้อตกลงร่วมกันว่าจะต้องจัดให้มีการทบทวนตัวเลขนี้ในทุก ๆ 4 ปี เพื่อให้กรอบค่าการตลาดดังกล่าวสามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ที่แปรเปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของประเทศ รวมถึงอัตราค่าแรงขั้นตํ่าของแรงงาน ราคาประเมินที่ดินในแต่ละพื้นที่ที่มีการตั้งสถานีบริการ และต้นทุนในการดำเนินงานส่วนต่าง ๆ ในระบบซัพพลายเชน ในการปรับกรอบค่าการตลาดแต่ละรอบ

ค่าแรง-ค่าไฟ-ที่ดินพุ่ง ดันต้นทุนปั๊มน้ำมันเพิ่มต่อเนื่อง

จากผลการศึกษาทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจว่า ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ต้นทุนในภาคธุรกิจนํ้ามันปรับตัวสูงขึ้นในแทบทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนของสถานีบริการนํ้ามันหรือปั๊มนํ้ามัน ซึ่งถือเป็นปลายทางที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด

ไขปม ‘ค่าการตลาดน้ำมัน’  2.45 บาท ต้นทุนจริงหรือเพิ่มภาระประชาชน

โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านพนักงานและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นจาก 0.36 บาทต่อลิตร เป็น 0.62 บาทต่อลิตร นับเป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด สอดคล้องกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าหลายรอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ค่าไฟฟ้า ค่านํ้า ค่าเช่าที่ดิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงค่าซ่อมบำรุง ต่างทยอยปรับสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

หากแยกดูเป็นรายส่วน ต้นทุนของผู้ค้านํ้ามันรายใหญ่หรือผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 เพิ่มจาก 0.62 บาทต่อลิตร เป็น 0.67 บาทต่อลิตร ส่วนต้นทุนของสถานีบริการนํ้ามันเพิ่มจาก 0.89 บาทต่อลิตร เป็น 1.23 บาทต่อลิตร ขณะที่ต้นทุนการลงทุนและผลตอบแทนของสถานีบริการขยับจาก 0.49 บาทต่อลิตร เป็น 0.55 บาทต่อลิตร

เมื่อนำต้นทุนทั้งหมดมารวมกัน ทำให้ค่าการตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบันอยู่ที่ 2.45 บาทต่อลิตร หรือสูงกว่ากรอบเดิม 45 สตางค์ต่อลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 22.5%

รัฐใช้กองทุนน้ำมันดูดซับต้นทุน สกัดราคาหน้าปั๊มผันผวน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่มักมีความกังวลใจว่า ค่าการตลาดที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ ได้ส่งผลให้ราคานํ้ามันขายปลีกหน้าปั๊มสูงขึ้น หรือต้องพุ่งสูงขึ้นตามไป 45 สตางค์ต่อลิตรทันที แต่หากพิจารณามติ กบง.ได้มีการมอบหมายอย่างชัดเจนให้คณะกรรมการบริหารกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง หรือ กบน. เข้ามารับหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินกองทุนนํ้ามันฯ ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกรอบค่าการตลาดใหม่นี้

ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการช่วยซับแรงกระแทก ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มเกิดความผันผวนจนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภคในทันทีทันใด

“กรอบค่าการตลาดที่ 2.45 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกนั่งเทียนเขียนขึ้นมาลอย ๆ หรือเกิดจากการกำหนดขึ้นใหม่โดยพลการของภาครัฐหรือกลุ่มทุนนํ้ามัน แต่เป็นผลลัพธ์เชิงวิชาการที่มาจากการทบทวนและคำนวณต้นทุนที่สะสมเพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของค่าแรง ราคาประเมินที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค และต้นทุนในระบบกระจายนํ้ามันทั่วประเทศ”

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานแพง การปรับเปลี่ยนตัวเลขใด ๆ ในโครงสร้างราคานํ้ามันย่อมถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมองประเด็นนี้ด้วยความเข้าใจจากฐานข้อมูลต้นทุนที่มีการศึกษาวิจัยมาอย่างเป็นระบบและโปร่งใส การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ตกรวมอยู่เพียงแค่ตัวเลข 45 สตางค์ต่อลิตร ที่เพิ่มขึ้นมา แต่หัวใจหลักคือการพยายามที่จะทำให้โครงสร้างราคานํ้ามันของประเทศสามารถสะท้อนถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจ เพื่อให้ระบบซัพพลายเชนพลังงานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ต้องแสดงบทบาทในการบริหารจัดการ เพื่อรักษาสมดุลไม่ให้ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปถึงมือของผู้บริโภคมากจนเกินไป เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่ว่าราคานํ้ามันในตลาดจะขยับขึ้นหรือปรับตัวลดลงในระยะยาว สุดท้ายแล้วนํ้ามันเชื้อเพลิงก็ยังคงเป็นต้นทุนพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ภาคการเดินทางส่วนบุคคล ภาคการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการกำหนดราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน

จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ