thansettakij
thansettakij
มติครม. ต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ลงทุนก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี

มติครม. ต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ลงทุนก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี

10 มี.ค. 2569 | 09:35 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 09:37 น.

มติครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น การลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อีก 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุบันทึกความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
  • การต่ออายุความร่วมมือมีระยะเวลา 3 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2571
  • ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

10 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อร่างเอกสารแสดงความยินยอมที่จะต่ออายุบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลวระหว่างไทยและญี่ปุ่น และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

ทั้งนี้ ครม. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum: IPEM) ระหว่างวันที่ 14–15 มีนาคม 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นางสาวลลิดา กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับเดิม ไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ก่อนจะครบกำหนดอายุลงเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

การเห็นชอบครั้งนี้ จึงเป็นการต่ออายุบันทึกความร่วมมือดังกล่าวออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติทุก ๆ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนว่าไม่ประสงค์จะต่ออายุ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถเดินหน้าความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสวงหาและต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในการพัฒนาภาคพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างเอกสารดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการใหม่ หรือก่อภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเสริมความพร้อมของไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว