

KEY
POINTS
บริษัท โกลบอล กรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ได้ประกาศแผนธุรกิจ ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยจุดแข็งด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน และสถานะบริษัทปราศจากภาระหนี้ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. Take Cost Competitiveness ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 2. Take Growth & Value ขยายกำลังผลิตกลุ่ม Biochemicals และแสวงหาโอกาสธุรกิจจากกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVP) ใน 4 แพลตฟอร์มหลัก (Food & Feed, Pharmaceutical, Cosmetic, Industrial Application)
และ 3. Take Sustainability Forward ขับเคลื่อนโครงการ Carbon Credit จากสวนปาล์มต้นแบบ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบ EUDR และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการ Biogas เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับองค์กรสู่การเติบโตในอนาคตอยํ่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ GGC ได้ให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยการตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และขอบเขต 2 ลง 20% ภายในปี 2573 และขอบเขต 3 ลดลง 50% ภายในปี 2593 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างงรอบด้าน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายและยังเป็นโอกาสของบริษัทที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผจู้ดัการ บริษัท โกลบอล กรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนสำหรับยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนนั้น GGC นั้น บริษัทได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THAICOM และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.หรือ TGO) ในความร่วมมือพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากการปลูกปาล์มนํ้ามันอย่างยั่งยืน
โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่สวนปาล์มนํ้ามันอย่างแม่นยำ เพื่อขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER ของ TGO โดยได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือกับ 6 เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกระบี่ พังงาและตรัง เพื่อขยายผลสู่การปฏิบัติจริง
ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) ก่อนจะดำเนินการนำระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยคมมาใช้ในการตรวจสอบพื้นที่สวนปาล์ม และประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจากสวนปาล์ม หลังจากนั้นประมาณ 2 -3 ปีจะสามารถรับรู้ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่กักเก็บได้จากโครงการระยะที่ 1 โดยคาดการณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิตทั้งโครงการขั้นตํ่าอยู่ที่ประมาณ 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิต ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของบริษัทฯ ให้เป็นศูนย์ (Net Zero)
สำหรับคาร์บอนเครดิตที่ได้ ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ โดยปริมาณคาร์บอนเครดิตส่วนเกินที่เหลือ จะนำไปพิจารณาต่อยอดการกักเก็บคาร์บอนในสวนปาล์มให้กลายเป็นรายได้เชิงพาณิชย์ พร้อมกันนี้บริษัทฯ ได้มีการจัดเตรียมแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Platform) เพื่อใช้ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เชิงพาณิชย์จากโครงการนี้ได้ตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป
ขณะที่การจัดการห่วงโซ่อุปทานต้นนํ้าและความยั่งยืน GGC ได้ดำเนินโครงการ SPOPP CLIMA ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และเกษตรกรรายย่อยกว่า 1,000 ราย เพื่อยกระดับการปลูกปาล์มนํ้ามันสู่แนวทางคาร์บอนตํ่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ให้ได้ตามเป้าหมาย 50% ภายในปี 2593 เท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากระบบของโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและยืนยันได้ว่าพื้นที่ปลูกปาล์มไม่มีการบุกรุกป่า
นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเครื่องมือ “CLIMAX Pro” มาฝึกอบรมให้เกษตรกรใช้งานเพื่อคำนวณและวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสวนปาล์มอย่างแม่นยำตามมาตรฐานของ TGO ซึ่งช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง