

KEY
POINTS
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยว่า หลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในภาคพลังงานและภาคการบิน อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนในบางอุตสาหกรรม และช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้เร็วขึ้น
น้ำมันเครื่องบินไม่ได้ขาด แต่ราคาแพงจนกระทบการแข่งขัน
นายพสุกล่าวว่า ปัจจุบันในอุตสาหกรรมการบินมีสถานการณ์ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือแม้จำนวนเที่ยวบินจะเหลืออยู่เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของช่วงปกติ แต่หลายเที่ยวบินกลับยังมีผู้โดยสารเต็มลำ จากข้อสังเกตดังกล่าว ทำให้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการบิน จนพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน หรือ Jet Fuel แต่ปัญหาอยู่ที่ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายพสุอธิบายว่า เมื่อราคาสูงขึ้น กลับทำให้มีน้ำมันเหลืออยู่ในระบบจำนวนมาก จนมีการพูดคุยกันถึงขั้นส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานออกไปด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ราคายังสูง เป็นเพราะบางช่วงประเทศไทยมีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมาก
บางประเทศอย่างลาวและกัมพูชาอาจมีภาวะขาดแคลนจนสามารถรับน้ำมันจากไทยได้ แต่ในประเทศอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ราคาน้ำมันกลับต่ำกว่าประเทศไทย
ผลที่เกิดขึ้นคือ แม้จะมีความต้องการเดินทางทางอากาศอยู่จริง สายการบินไทยก็ยังแข่งขันกับสายการบินในประเทศอื่นได้ยากกว่า เพราะต้องแบกรับต้นทุนน้ำมัน Jet Fuel ที่สูงกว่า
นายพสุกล่าวว่า ทางออกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการลดภาษีน้ำมันเครื่องบินโดยตรงก็ได้ แต่ภาครัฐสามารถใช้มาตรการจูงใจสำหรับสายการบินหรืออุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุนใน Sustainable Aviation Fuel (SAF) โดยขยายความว่า หากสายการบินลงทุนใน SAF หรือปรับปรุงเครื่องบินให้สามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวได้ ก็อาจได้รับสิทธิประโยชน์หรือการยกเว้นบางอย่าง เพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้ดีขึ้นในช่วงนี้
ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์ เพราะสุดท้ายแล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเองด้วย
นายพสุกล่าวว่า แนวทางนี้สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเครื่องบินทั้งหมด หรืออาจมีการช่วยเหลือบางส่วนก็ได้ แต่การช่วยเหลือต้องผูกกับเป้าหมายที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากสายการบินมีเครื่องบิน 100 ลำ ก็อาจกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องมีเครื่องบินจำนวนเท่าใดที่สามารถรองรับเชื้อเพลิงทางเลือกได้เพิ่มขึ้น
นายพสุ มองว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อหาวิธีลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในภาคการเดินทางและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมกับช่วยเหลือสายการบินที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้เต็มที่
นายพสุกล่าวว่า แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมการบินพลเรือน กรมธุรกิจพลังงาน หรือประเด็นเรื่องแหล่งงบประมาณ แต่เขามองว่าแนวทางนี้สามารถช่วยได้อย่างตรงจุด เนื่องจากประเทศไทยต้องการให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น และต้องการให้การเชื่อมโยงระหว่างจุดหมายปลายทางภายในประเทศ หรือ Domestic Destination มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเทศก็ยังต้องการจัดการปัญหาคาร์บอน แม้จะมีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่บางส่วนอาจต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงมองว่า รัฐบาลอาจใช้จังหวะนี้กำหนดมาตรการ Incentive หรือ นโยบาย สิทธิประโยชน์ หรือสิ่งตอบแทนที่ภาครัฐหรือองค์กรจัดทำขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม การใช้จ่าย หรือการลงทุนตามเป้าหมายที่กำหนด โดยให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น เข้าถึงต้นทุนการบินที่ต่ำลง หรือได้รับ Tax Break มากขึ้น
Tax Break ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคน
นายพสุกล่าวว่า หากภาครัฐจะใช้มาตรการ Tax Break กับสายการบิน ก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องให้กับทุกกลุ่ม โดยเข้าใจว่าความกังวลสำคัญของรัฐบาลคือ หากมีการลดภาษีสรรพสามิต จะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีจำนวนมาก เพราะเป็นรายได้ก้อนใหญ่ของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ Jet Fuel นั้น เป็นการจัดเก็บจากนิติบุคคลหรือสายการบินที่ประกอบกิจการโดยตรง ดังนั้น หากเลือกช่วยเหลือเฉพาะจุดดังกล่าว ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ด้วย
เชื่อม EEC อู่ตะเภา และ SAF ไปพร้อมกันได้
นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่เคยมีการพูดถึง คือการพัฒนาในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึงแนวคิดการพัฒนา Aviation Hub รวมถึงการดำเนินการในเรื่อง Sustainable Aviation Fuel หากสามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ไปพร้อมกันได้ ก็อาจช่วยให้ประเทศไทยเดินไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้เร็วขึ้น
โซลาร์จีนล้นตลาด ราคาต่ำกว่าต้นทุน
นายพสุกล่าวว่า อีกเรื่องที่น่าสนใจคือสถานการณ์ของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในจีน โดยอธิบายว่า ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง และในหลายกรณีผู้ผลิตของจีนกำลังขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจผลิตแผงโซลาร์เซลล์ทยอยออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วประมาณ 30 บริษัท สาเหตุสำคัญมาจากภาวะ Over Supply หรือภาวะที่มีสินค้ามากกว่าความต้องการของตลาด
แม้ว่าจีนจะเป็นตลาดโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันกลับมีการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เกินความต้องการในบางช่วงเวลา ในช่วงกลางวันระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมากจนมีไฟฟ้าเหลือใช้ แต่ในช่วงกลางคืนกลับมีไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทำให้ต้องลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์มีส่วนเกินอยู่ประมาณ 6-7%
เสนอใช้จังหวะนี้รับแผงโซลาร์ราคาถูกเข้าประเทศ
นายพสุกล่าวว่า เมื่อประเทศไทยต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียวอยู่แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการเข้าถึงแผงโซลาร์ราคาต่ำ โดยมองว่าประเทศไทยสามารถนำแผงโซลาร์เหล่านี้มาเชื่อมกับนโยบาย Solar Rooftop หรือใช้สนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มพลังงานสีเขียวของประเทศได้ หากสอดคล้องกับแนวทาง Direct PPA หรือเป้าหมายการเพิ่มพลังงานสะอาด ก็สามารถหารือกับรัฐบาลจีนหรือรัฐวิสาหกิจจีนได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการรับแผงโซลาร์ที่กำลังล้นตลาด หรือการเปิดทางให้เกิดการร่วมลงทุน
นายพสุกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศูนย์เหรียญ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ ประเทศไทยได้พลังงานสะอาดในราคาที่ต่ำลง ขณะที่ผู้ผลิตจีนก็สามารถระบายสินค้าที่กำลังล้นตลาดได้
ประเทศไทยอาจเข้าไปเจรจาเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมมากขึ้น เพราะผู้ผลิตจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาไม่มีตลาดรองรับสินค้าเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องสงครามการค้าและมาตรการภาษีจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งทำให้สินค้าบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ตลาดเดิมได้ รวมถึงประเด็นภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมมองว่า เมื่อมีสินค้าราคาถูก มีสินค้าส่วนเกิน และประเทศไทยมีความต้องการใช้งานอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาใช้เพื่อเร่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสีเขียวได้
หนุนขยาย Solar Rooftop ให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น
สำหรับประเด็นการเข้าถึง Solar Rooftop ของประชาชน นายพสุกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยที่ใช้ไฟฟ้า โดยทำให้ค่าไฟของกลุ่มดังกล่าวลดลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจควรเป็นกลุ่มที่รับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าภาครัฐกำลังบริหารจัดการเรื่องนี้อยู่
ในกรณีของ Solar Rooftop ก็สามารถขยายการสนับสนุนไปยังประชาชนทั่วไปในลักษณะ Retail ได้เช่นกัน โดยภาครัฐอาจใช้มาตรการ Subsidy (มาตรการเงินอุดหนุน) หรือ Incentive เพื่อช่วยจูงใจให้เกิดการติดตั้งมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม หรือการลดภาระภาษีในรูปแบบต่าง ๆ
Smart Grid กับโจทย์ที่ระบบไฟฟ้ายังเชื่อมกันไม่เต็มที่
นายพสุกล่าวว่า อีกเรื่องที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากคือ Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ปัจจุบันแม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมการหารือกับภาครัฐก็เห็นตรงกันว่า ควรมีการเปิดเสรีในเรื่องนี้ เพราะหากไม่ดำเนินการ ระบบ Grid ของประเทศจะไม่สามารถแบ่งปันพลังงานระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ บางพื้นที่มีพลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือกอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ต้องการใช้กลับอยู่คนละพื้นที่ ทำให้พลังงานยังไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ วิธีคิดและวิธีคำนวณในระบบปัจจุบันยังไม่รองรับรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ Data Center หรืออุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดโดยตรง ซึ่งเมื่อดูจากระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานยังไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด จึงทำให้ต้องมีแนวทางอย่าง Direct PPA เข้ามาช่วยเป็นทางออกในช่วงเปลี่ยนผ่าน
หากประเทศไทยมี Smart Grid ก็จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ และยังช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกใช้พลังงานในรูปแบบที่ต้องการ และในราคาที่ต้องการ ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง