

KEY
POINTS
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของชาติ กำลังเปิดรับฟังความเห็นต่อ“ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 9-28 มีนาคม 2569 เพื่อรวบรวมมุมมองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาใช้ในการขัดเกลากฎหมายให้สมบูรณ์ที่สุด
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เห็นว่า พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ที่ใช้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการแข่งขันของประเทศ รวมถึงยังไม่ครอบคลุมในเรื่องการจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero) ของประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ หัวใจหลักๆ คือ การขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมถึงการจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมการอนุญาตให้ผู้รับสัมปทาน ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือผู้รับสัญญาจ้างบริการ สามารถรับคาร์บอนจากแปลงสำรวจหนึ่งมาอัดกลับเพื่อกักเก็บในอีกแปลงสำรวจหนึ่งได้
จึงได้มีการเพิ่มนิยามคำว่า “คาร์บอน” ให้มีความชัดเจน โดยหมายถึงคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีลักษณะเป็นก๊าซ หรือของไหลวิกฤติยิ่งยวด ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากการเป็นสารพลอยได้ หรือถูกดักจับมาจากแหล่งกำเนิดอื่นและถูกขนส่งมาอัดลงแหล่งกักเก็บคาร์บอน การแก้ไขนี้จะให้อำนาจรัฐมนตรีในการอนุญาตให้ผู้ดำเนินการสามารถรับคาร์บอนมาอัด เพื่อกักเก็บตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่จะนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality)
เท่ากับว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ จะเป็นการปลดล็อกการดำเนินงานโครงการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage : CCS แหล่งอาทิตย์ ในอ่าวไทย ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเริ่มก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2571 เพื่อลดคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี จะสามารถรับคาร์บอนฯจากแหล่งอื่นๆ มากักเก็บที่แหล่งอาทิตย์ได้ นอกจากเหนือการกักเก็บคาร์บอนของแหล่งอาทิตย์เอง
นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมาย ยังได้ปรับปรุงองค์ประกอบของ “คณะกรรมการปิโตรเลียม” โดยดึงผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมเจ้าท่า เพื่อให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เช่น การอนุญาตโครงการ CCS หรือการเข้าใช้พื้นที่
ที่สำคัญเป็นการองรับโครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณอ่าวไทยตอนบน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชลบุรีและระยอง ที่เบื้องต้นคาดว่าจะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนฯได้ถึง 5-10 ล้านตันต่อปี โดยมีแผนจะตัดสินใจลงทุนในปี 2574 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2577 และสามารถกักเก็บได้สูงสุดที่ 60 ล้านตันต่อปี เมื่อถึงปี 2593 ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงให้บริการักเก็บคาร์บอน เฉพาะบริษัทภายในกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นในประเทศ รวมถึงการรองรับคาร์บอนจากต่างประเทศที่สนใจส่งมากักเก็บในไทยได้ด้วย
อีกทั้ง การแก้ไขกฎหมาย ยังได้ปรับปรุงองค์ประกอบของ “คณะกรรมการปิโตรเลียม” โดยดึงผู้แทนจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมเจ้าท่า เพื่อให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เช่น การอนุญาตโครงการ CCS หรือการเข้าใช้พื้นที่ ร่วมด้วย
การขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมการกักเก็บคาร์บอนนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปิโตรเลียมจากการเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ ปัญหาความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องแก้ไข จากกรณีความล่าช้าในการเข้าพื้นที่ผลิตของแหล่งเอราวัณในช่วงรอยต่อสัมปทาน ที่ส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลงและต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูงมาทดแทน สร้างภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน จึงเสนอแก้ไขมาตรา 26 เพื่อยกเลิกข้อจำกัดที่ให้ต่อระยะเวลาผลิตได้เพียงครั้งเดียวไม่เกิน 10 ปี
กฎหมายใหม่จะเปิดทางให้สามารถต่อระยะเวลาผลิตได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ครั้งละไม่เกิน 10 ปี โดยพิจารณาจากปริมาณสำรองและแผนการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อให้รัฐมีทางเลือกในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญคือการเพิ่มอำนาจให้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสามารถออกคำสั่งให้ผู้รับสัมปทานรายเดิม “ต้อง” ยินยอมให้รายใหม่เข้าพื้นที่เพื่อเตรียมการผลิตล่วงหน้า รวมถึงต้องเปิดให้เข้าถึงข้อมูลและสิ่งติดตั้งที่จำเป็น
มาตรการนี้จะช่วยป้องกันปัญหาการเข้าพื้นที่ล่าช้าซึ่งเคยเป็นอุปสรรคใหญ่ในอดีต และสร้างความมั่นใจว่าการผลิตก๊าซธรรมชาติของไทยจะไม่มีอาการ “สะดุด” ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านผู้ดำเนินงาน
อีกประเด็นเป็นเรื่องการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในทะเล ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเมื่อสัมปทานสิ้นสุดลงหรือใกล้หมดอายุ ผู้รับสัมปทานบางรายอาจขาดศักยภาพทางการเงินหรือไม่ยินยอมวางหลักประกันการรื้อถอนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตกเป็นหน้าที่ของรัฐหรือสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงได้ปรับเปลี่ยนระบบจาก “การวางหลักประกันในช่วงท้าย” มาเป็นการจัดตั้ง “บัญชีเพื่อการรื้อถอน” บัญชีนี้จะมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่สิ้นสุดการใช้งาน โดยผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินการสะสมเงินในบัญชีตามเกณฑ์ที่กำหนด หากปรากฏว่าเงินในบัญชีไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง กฎหมายยังกำหนดหน้าที่ให้ผู้รับสิทธิต้องจัดหาทุนเพิ่มเติมมาดำเนินการให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ขยายนิยามของคำว่า “การรื้อถอน” ให้ครอบคลุมไปถึงการจัดการพื้นที่และการส่งมอบสิ่งติดตั้งให้แก่รัฐ ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติงานและรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างสูงสุด
ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และ “ความต่อเนื่อง” ในการจัดหาพลังงานให้แก่ประเทศ พร้อมทั้งเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านปิโตรเลียมที่มีอยู่เดิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง