thansettakij
thansettakij
CCS ทางรอด Net Zero ไทย ‘จำเป็นแต่ต้นทุนสูง’ เร่งกฎหมายสู้มาเลเซีย-อินโด

CCS ทางรอด Net Zero ไทย ‘จำเป็นแต่ต้นทุนสูง’ เร่งกฎหมายสู้มาเลเซีย-อินโด

28 มี.ค. 69 | 09:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มี.ค. 69 | 09:12 น.

ปตท.สผ. เดินหน้า CCS โครงการอาทิตย์ ดักจับคาร์บอนราว 1 ล้านตันต่อปี หนุนเป้า Net Zero 2050 ชี้ไทยยังจำเป็นต้องใช้ท่ามกลางข้อจำกัดพลังงาน แต่เผชิญโจทย์ต้นทุนสูงและกฎหมายไม่ชัด เร่งพัฒนา CCS Hub รองรับแข่งขันระดับภูมิภาค

KEY

POINTS

  • เทคโนโลยี CCS มีความจำเป็นต่อไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero เนื่องจากโครงสร้างพลังงานยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ แต่เผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการลงทุนที่สูงมาก
  • ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับโครงการ CCS
  • การพัฒนากฎหมายอย่างเร่งด่วนมีความสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าในการเป็นศูนย์กลางกักเก็บคาร์บอนของภูมิภาค

ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร่งเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ประเทศไทยได้ขยับเป้าหมายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ประเทศไทยจะลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร และเครื่องมือใดจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง 

แม้หลายประเทศจะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่ในบริบทของประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดสำคัญ พลังงานลมมีศักยภาพไม่สูง ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์แม้มีศักยภาพ แต่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องในทุกช่วงเวลา ทำให้การผลิตพลังงานพื้นฐาน (Base Load) ยังคงต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้การลดการปล่อยคาร์บอนของไทย ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “เครื่องมือเสริม” เข้ามาช่วย

CCS ยังจำเป็นต่อไทย แม้กระแสโลกหนุนพลังงานหมุนเวียน

นายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน  บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า มุมมองต่อการใช้พลังงานในระดับโลก รวมถึงประเทศไทย ยังเป็นลักษณะของการใช้พลังงานแบบผสมผสาน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลัก และมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ก๊าซธรรมชาติได้

นายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน  บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ขณะเดียวกัน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะพลังงานลมที่มีศักยภาพไม่สูง แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดในบางช่วงเวลา เช่น ในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือในบางฤดูกาลที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

CCS เทคโนโลยี “ย้อนกระบวนการผลิตปิโตรเลียม”

หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกจับตามอง คือเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เป็นกระบวนการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งปล่อย เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หรือกระบวนการผลิตพลังงาน ก่อนทำให้มีความเข้มข้นสูง และลำเลียงไปยังจุดอัด เพื่อนำกลับไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินหรือใต้ทะเล

หลักการทำงานดังกล่าวถูกเปรียบว่าเป็น “การย้อนกระบวนการผลิตปิโตรเลียม” จากเดิมที่นำพลังงานขึ้นมาใช้ เปลี่ยนเป็นการนำคาร์บอนกลับลงไปเก็บในชั้นธรณี

ในประเทศไทย ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในองค์กรที่เริ่มนำ CCS มาปรับใช้ ผ่านโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นโครงการนำร่องของประเทศ โครงการดังกล่าวมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากมีอุปกรณ์ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แล้ว ทำให้สามารถต่อยอดสู่การอัดและกักเก็บใต้ชั้นหินได้อย่างรวดเร็ว

CCS ทางรอด Net Zero ไทย ‘จำเป็นแต่ต้นทุนสูง’ เร่งกฎหมายสู้มาเลเซีย-อินโด

ปัจจุบันโครงการผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้วตั้งแต่ปี 2023 อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด และมีแผนเริ่มอัดคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2028 (2571) โดยมีศักยภาพประมาณ 1 ล้านตันต่อปี

CCS เชื่อมโยงชีวิตประชาชน

ในเชิงศักยภาพของการลดคาร์บอน นายชยงค์ อธิบายว่าการลดคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาคพลังงาน แต่เชื่อมโยงถึงประชาชนโดยตรง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เช่น ต้นทุนสินค้าจากภาษีคาร์บอน และมิติสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งหมดล้วนเป็นภาระที่รัฐและประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

โครงการ CCS อย่างอาทิตย์มีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกป่า 1 ล้านไร่ แต่ CCS สามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่การปลูกป่าต้องใช้เวลา ในภาพรวม ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 300 ล้านตันต่อปี จึงจำเป็นต้องมีโครงการ CCS เพิ่มอีกประมาณ 5-6 โครงการ เพื่อให้สามารถกักเก็บได้ราว 60 ล้านตันต่อปี ควบคู่กับมาตรการอื่น เช่น EV ภาคเกษตร และการปลูกป่า

ไทยต้องมี CCS อย่างน้อย 5–6 โครงการ

นอกจากนี้ยังระบุว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 300 ล้านตันต่อปี ดังนั้น CCS เพียงโครงการเดียวไม่เพียงพอ โดยจำเป็นต้องมีโครงการเพิ่มเติมอย่างน้อย 5–6 โครงการ เพื่อให้สามารถกักเก็บได้ประมาณ 60 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะแนวคิด CCS Hub ในภาคตะวันออก ที่อาจมีศักยภาพกักเก็บ 5–10 ล้านตันต่อปี 

อย่างไรก็ตาม แม้ CCS จะพิสูจน์แล้วในหลายประเทศ แต่ความท้าทายของไทยอยู่ที่ ต้นทุนการลงทุนสูง ต้องใช้เงินจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายและหน่วยงานกำกับยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรฐานด้านความปลอดภัย และการตรวจวัด (MMV) ที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม 

ต้นทุน-กฎหมาย “โจทย์ใหญ่”

แม้ CCS จะได้รับการพิสูจน์ในหลายประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญของไทยอยู่ที่ต้นทุนการลงทุนที่สูง และความไม่ชัดเจนของกฎหมาย 

 นายชยงค์ ระบุว่า ในด้านเทคนิค CCS ได้รับการพิสูจน์แล้วในหลายประเทศ ทั้งในยุโรปและสหรัฐ ทำให้ความท้าทายด้านเทคนิคมีไม่มากนัก เนื่องจากสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “ต้นทุนการลงทุน” ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการติดตั้งอุปกรณ์และการขุดเจาะหลุมเพื่ออัดกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ แม้โครงการจะสามารถสร้างความคุ้มค่าได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและการกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรฐานด้านความปลอดภัย การตรวจวัด ตรวจจับ และการตรวจสอบ (MMV)

นายชยงค์ อธิบายว่า โครงสร้างของธุรกิจ CCS ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ปล่อยหรือผู้ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ (Emitter) และกลุ่มผู้ดำเนินการกักเก็บ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงการกักเก็บใต้ชั้นธรณี โดยทั้งสองกลุ่มมีโครงสร้างต้นทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

ในฝั่งผู้ดักจับ จำเป็นต้องมี “แรงจูงใจ” เนื่องจากต้องลงทุนในระบบดักจับคาร์บอน ซึ่งมีต้นทุนสูง โดยในหลายประเทศ ภาครัฐใช้กลไกภาษีคาร์บอนเป็นตัวกำหนดให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องตัดสินใจระหว่าง “การจ่ายภาษี” หรือ “การลงทุนเพื่อลดการปล่อย”

เมื่อมีการกำหนดราคาคาร์บอนในตลาด ต้นทุนของการดักจับจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับภาษีที่ต้องจ่าย หากต้นทุนการลดการปล่อยต่ำกว่าภาษี ภาคอุตสาหกรรมจะมีแรงจูงใจเข้าสู่โครงการ CCS โดยภาครัฐอาจเข้ามาสนับสนุนส่วนต่างของต้นทุนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น

ขณะที่ในฝั่งผู้กักเก็บ จำเป็นต้องลงทุนล่วงหน้าในโครงสร้างพื้นฐาน (CAPEX) ซึ่งมีมูลค่าสูง โดยในบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 80% เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาใช้บริการ ในบางโมเดล ภาครัฐยังเข้ามากำหนดเพดานผลตอบแทน และให้ผู้ให้บริการกักเก็บมีรายได้จากค่าบริการ (tariff) ที่ผู้ดักจับส่งคาร์บอนเข้ามาเก็บ

ทั้งนี้ การพัฒนา CCS ให้เกิดขึ้นได้ในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องอาศัยบทบาทของภาครัฐในหลายด้าน ทั้งการสร้างแรงจูงใจด้านต้นทุน การสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างผู้ดักจับและผู้กักเก็บ

นายชยงค์ ระบุว่า กลไกด้านภาษีคาร์บอนในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยหลักแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) ในกรณีของ Carbon Tax จะเป็นการกำหนดภาษีจากปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของสินค้า ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในระดับหนึ่ง

ขณะที่ระบบ ETS จะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม หากปล่อยเกินต้องซื้อสิทธิหรือชำระค่าใช้จ่ายตามราคาคาร์บอนในตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาความคุ้มค่าระหว่าง “การลงทุนเพื่อลดการปล่อย” กับ “การจ่ายภาษี”

กลไกดังกล่าวจึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่การลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน เช่น CCS โดยมีบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป

เร่ง “3 สร้าง” ดัน CCS

ในมิติด้านกฎหมาย ผู้บริหารเสนอแนวทาง “3 สร้าง” ได้แก่ สร้างกติกา สร้างแรงจูงใจ และสร้างตลาด โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนากฎหมายและกำหนดหน่วยงานกำกับดูแลให้มีความชัดเจน ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง ไปจนถึงการกักเก็บ

ทั้งนี้ โครงสร้างการกำกับดูแลอาจกำหนดเป็นหน่วยงานเดียว หรือกระจายตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการกักเก็บ ซึ่งสามารถพัฒนาได้จากกฎหมายเดิมหรือออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม ขณะเดียวกัน การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดกลไกที่ทำให้การลงทุนใน CCS มีความคุ้มค่าทั้งฝั่งผู้ดักจับและผู้กักเก็บ

ในด้านตลาด จำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดทั้งอุปสงค์และอุปทาน โดยอาจกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยสูงให้เข้าร่วมก่อน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจใหม่ เช่น Blue Hydrogen ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้ CCS

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแข่งขันระดับภูมิภาค โดยประเทศอย่างสิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่น มีความสนใจส่งคาร์บอนไดออกไซด์ไปกักเก็บในต่างประเทศ ขณะที่ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียต่างมีศักยภาพในการเป็นแหล่งกักเก็บ ทำให้เกิดการแข่งขันในการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์

ดังนั้น การพัฒนากฎหมายข้ามพรมแดน (Cross-border) สำหรับการขนส่งและกักเก็บคาร์บอนระหว่างประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ไทยเร่งสปีดสู้มาเลเซีย-อินโด

นายชยงค์ ระบุว่า ในระดับภูมิภาค ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ CCS เนื่องจากมีฐานอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอยู่แล้ว ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียและอินโดนีเซียมีความพร้อมมากกว่าในด้านกฎหมาย และมีโครงการที่ได้รับการร่วมลงทุนจากต่างประเทศแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

แม้โครงการ “อาทิตย์” ของไทยจะถือเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องด้าน CCS ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีโอกาสก้าวสู่การเป็นโครงการแรกที่ดำเนินการจริงในระดับภูมิภาค แต่การพัฒนาในรูปแบบ CCS Hub ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาด้านกฎหมายและการกำกับดูแลให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะกติกาที่ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง ไปจนถึงการกักเก็บ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย

ในส่วนของแรงกดดันจากเป้าหมาย Net Zero ผู้บริหารมองว่า สำหรับ ปตท.สผ. ซึ่งตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 อยู่แล้ว การปรับเป้าหมายของประเทศไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากยังคงดำเนินการตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนอื่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออก อาจต้องเร่งปรับตัวมากขึ้น จากผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ เช่น กลไก CBAM ของสหภาพยุโรป

ขณะที่ในมุมของภาครัฐ การขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเร่งพัฒนากฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ CCS ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • Net Zero
  • CCS