thansettakij
thansettakij
‘ปตท.-บีไอจี’ ทุ่ม 2 พันล้าน เปิด MAP2 โรงแยกอากาศคาร์บอนต่ำแห่งที่ 2 ของไทย

‘ปตท.-บีไอจี’ ทุ่ม 2 พันล้าน เปิด MAP2 โรงแยกอากาศคาร์บอนต่ำแห่งที่ 2 ของไทย

08 มิ.ย. 69 | 03:56 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 69 | 03:57 น.

ปตท. ผนึกบีไอจี ปั้น MAP2 โรงแยกอากาศคาร์บอนต่ำแห่งที่ 2 ของไทยที่ระยอง ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม 4.5 แสนตัน/ปี ลดคาร์บอนกว่า 50% เร่งเครื่องอุตฯสีเขียว

KEY

POINTS

  • ปตท. และ บีไอจี ร่วมลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เปิดโครงการโรงแยกอากาศคาร์บอนต่ำ MAP2 ซึ่งเป็นแห่งที่ 2 ของไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
  • โครงการใช้เทคโนโลยีแลกเปลี่ยนความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรม มีกำลังการผลิตรวมสูงสุด 450,000 ตันต่อปี
  • มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) โครงการโรงแยกอากาศ MAP2 ด้วยเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนความเย็นจาก LNG เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในนาม บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

ทั้งนี้ โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศ (Air Separation Unit: ASU) ที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) แห่งที่ 2 ของประเทศไทย 

โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี 

รับความต้องการก๊าซอุตฯคาร์บอนต่ำ

ตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการแยกอากาศรูปแบบเดิม 

ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศไทยภายในปี 2050

โครงการโรงแยกอากาศ MAP1 ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 ได้พิสูจน์ความสำเร็จของการนำพลังงานความเย็นจาก LNG มาใช้ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยกว่า 100,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นการลดการปล่อยสะสมกว่า 3.7 แสนตัน สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวในการยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเติบโตคาร์บอนต่ำ และเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่โครงการ MAP2

สร้างคุณค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมไทย

นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG มาต่อยอดสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบีไอจีให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

โครงการโรงแยกอากาศที่ใช้พลังงานความเย็นจาก LNG แห่งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกลยุทธ์ Generating a Cleaner Future และตอกย้ำความร่วมมือระยะยาวระหว่างบีไอจีกับปตท. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน

ปตท. และ บีไอจี เชื่อว่าโครงการโรงแยกอากาศ MAP2 จะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลในระยะยาวในเวทีโลก