thansettakij
กรมธุรกิจพลังงาน คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย โรงบรรจุก๊าซ 585 แห่งทั่วประเทศ
net-zero

กรมธุรกิจพลังงาน คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย โรงบรรจุก๊าซ 585 แห่งทั่วประเทศ

In Brief

  • กรมธุรกิจพลังงานเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยโรงบรรจุก๊าซ 585 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่การจัดเก็บ การบรรจุ ไปจนถึงการขนส่ง
  • กำหนดมาตรฐานให้ถังเก็บก๊าซและถังหุงต้มต้องผ่านการทดสอบทุก 5 ปี เพื่อคัดกรองถังที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ
  • ปราบปรามการบรรจุก๊าซข้ามแบรนด์อย่างจริงจัง พร้อมยกระดับบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน โดยมีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี

เมื่อเร็ว ๆนี้  ได้มีโอกาสลงพื้นที่ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมบางประกอบพานิช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนค้าส่งอย่างเป็นทางการของบริษัท ปตท.นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชุมชน มีการติดตั้งถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมแบบเหนือพื้นดิน จำนวน 5 ถัง รวมปริมาตรถึง 44,827 ลิตร ที่กรมธุรกิจพลังงานให้ความสำคัญในการติดตาม กำกับ และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ประกอบการทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่า กรมธุรกิจพลังงาน มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดเก็บ การบรรจุ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายให้กับประชาชน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐานความปลอดภัยของโรงบรรจุก๊าซ โดยเฉพาะโรงบรรจุก๊าซที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ทั้งในด้านโครงสร้างสถานที่ ระบบป้องกันอัคคีภัย การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ควบคู่กับการดูแลด้านความมั่นคงและเพียงพอต่อการใช้งานของประเทศ

กรมธุรกิจพลังงาน คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย โรงบรรจุก๊าซ 585 แห่งทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีโรงบรรจุก๊าซหุงต้มทั่วประเทศราว 585 แห่ง ที่กรมฯต้องกำกับดูแล ตั้งแต่กระบวนการก่อนการประกอบกิจการ ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ทุกรายที่ยื่นขออนุญาตจะต้องจัดทำแผนผังบริเวณสถานประกอบการอย่างละเอียด กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน

ตลอดจนอุปกรณ์สำคัญอย่างถังเก็บและจ่ายก๊าซขนาดใหญ่ภายในโรงบรรจุ รวมถึงถังขนส่งก๊าซที่นำก๊าซมาจากคลัง ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนดไว้ ก่อนจะนำถังเหล่านี้มาใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีข้อบังคับสำคัญคือเมื่อใช้งานถังและท่อก๊าซไปจนครบวาระทุกๆ 5 ปี จะต้องมีการทดสอบใหญ่ตามกฎหมายอีกครั้งเพื่อยืนยันความปลอดภัยในระยะยาว

สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยของถังก๊าซหุงต้มที่หมุนเวียนไปถึงมือประชาชนนั้น ถังก๊าซหุงต้มใหม่ต้องผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. และเมื่อใช้งานไปครบ 5 ปี ต้องส่งกลับมาทดสอบตามมาตรฐาน มอก. 151 หากพบว่าถังใบใดไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จะต้องดำเนินการซ่อมแซมให้ถูกต้องหรือนำไปทำลายทิ้งทันที เพื่อไม่ให้มีถังที่เสี่ยงอันตรายหลุดรอดไปสู่ท้องตลาด ซึ่งจากการติดตามภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 พบว่ามีจำนวนถังก๊าซหุงต้มที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและซ่อมแซมทั่วประเทศ 1,073,233 ใบ พบถังที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานจำนวน 1,072,707 ใบ ในขณะที่สามารถคัดกรองถังที่ไม่ได้มาตรฐานออกไปได้จำนวน 526 ใบ

ส่วนปัญหาการลักลอบบรรจุก๊าซที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถังเสื่อมสภาพและไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะปัญหาการบรรจุก๊าซข้ามแบรนด์ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้าก๊าซตามมาตรา 7 ต้องบรรจุก๊าซลงในถังที่เป็นแบรนด์ของตนเองเท่านั้น จะนำถังของแบรนด์อื่นมาบรรจุไม่ได้ กรมฯ จึงมีคำสั่งห้ามนำถังข้ามแบรนด์เข้ามาภายในบริเวณโรงบรรจุก๊าซ และห้ามมีถังหมดอายุวางอยู่บนลานบรรจุโดยเด็ดขาด แม้จะยังไม่มีการบรรจุก๊าซลงไปก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะถือเป็นความผิดทันที

มาตรการลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย นายนายฉัตรชัย ชี้แจงว่า ได้รับการยกระดับให้มีความรุนแรงขึ้นเพื่อป้องปรามการกระทำผิด โดยกฎหมายระบุโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยได้วางแนวทางปฏิบัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปรับเต็มขั้นในลักษณะขั้นบันไดเพื่อความเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดครั้งที่ 1 จะถูกปรับ 25,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 50,000 บาท ครั้งที่ 3 ปรับ 75,000 บาท และหากยังกระทำผิดซํ้าเป็นครั้งที่ 4 จะถูกปรับเต็มจำนวน 100,000 บาท โดยเฉพาะในกรณีของสถานีบริการ LPG หากพบว่ามีการแอบอัดก๊าซลงถังหุงต้มอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการตักเตือนแล้ว กรมฯ จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตทันที

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โรงบรรจุก๊าซที่ได้มาตรฐานทุกแห่งต้องติดตั้งระบบป้องกันภัยเชิงรุกที่สามารถทำงานได้ทันที ประกอบด้วย หัวกระจายนํ้าดับเพลิงหรือระบบสปริงเกอร์ที่ครอบคลุมทั้งบริเวณถังเก็บก๊าซและลานบรรจุ ซึ่งระบบนี้ต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลาเพื่อลดอุณหภูมิและควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดการรั่วไหล นอกจากนี้ต้องมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับก๊าซรั่ว (Gas Detector) ที่จะส่งสัญญาณเสียงเตือนภัยทันทีเมื่อพบความเข้มข้นของก๊าซในอากาศผิดปกติ พร้อมทั้งจัดวางถังดับเพลิงกระจายตามจุดยุทธศาสตร์ทั่วทั้งบริเวณโรงบรรจุอีกด้วย