

KEY
POINTS
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ในภาพรวมว่า กลับมาเป็นบวกที่ 505 ล้านบาท จากที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ยังมีฐานะติดลบอยู่ที่ 428 ล้านบาท
ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากที่กองทุนฯ เริ่มติดลบครั้งแรกในวันที่ 12 ธ.ค. 2564 จำนวน -1,633 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ 27 พ.ย. 2565 ถึง -132,671 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลผ่านกลไกของกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ราคาต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงมาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ฐานะกองทุนในส่วนของบัญชีน้ำมัน เป็นบวกอยู่ที่ 39,046 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG ยังติดลบ อยู่ที่ 38,541 ล้านบาท ทำให้ฐานะโดยรวม เป็นบวกอยู่ที่ 505 ล้านบาท และยังมีหนี้สินรวมอยู่ 61,543 ล้านบาท
ส่วนโครงสร้างราคาน้ำมันวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซล 0.20 บาทต่อลิตร ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 2.50 บาทต่อลิตร
,น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งเข้า 0.80 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 ส่งเข้า 9.60 บาทต่อลิตร
ส่วนผู้ใช้ LPG นั้น กองทุนยังต้องจ่ายเงินชดเชยอยู่ 0.22 บาทต่อกิโลกรัม
จากสถานะกองทุนน้ำมันฯดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบไปยังแหล่งข่าวกระทรวงพลังงานถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นตามกลไกลของตลาด โดยได้รับคำตอบว่า แผนวิกฤติการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2563-2567 ได้มีกรอบราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีนโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG) ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯเข้าไปชวยสนับสนุน เพราะฉะนั้นในเวลานี้คงยังไม่สามารถปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกลของตลาดได้ ยังต้องยึดกรอบดังกล่าวอยู่
อย่างไรก็ดี สกนช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนวิกฤติการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568-2572 เนื่องจากแผนวิกฤติฯ เดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2563-2567 ซึ่งครบกำหนด 5 ปีที่ต้องทบทวนใหม่แล้ว โดยสาระสำคัญของแผนวิกฤติฯ ฉบับใหม่ดังกล่าวจะมุ่งเน้นการพิจารณาด้านความเหมาะสมของการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปช่วยเหลือในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติราคาพลังงาน
ดังนั้น จะต้องกำหนดก่อนว่าสถานการณ์ใดจะเข้าข่ายการเป็นวิกฤติด้านพลังงาน และกรอบการนำเงินกองทุนฯ ไปช่วยเหลืออย่างเหมาะสมควรอยู่ที่ระดับใด ซึ่งปัจจุบันแผนวิกฤติฯ จะยึดหลักเกณฑ์กรณีที่ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นเกิน 5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อสัปดาห์ และราคาน้ำมันขายปลีกขยับขึ้นเกิน 1 บาทต่อสัปดาห์ จึงจะถือว่าเข้าข่ายเกิดวิกฤติราคาพลังงานที่กองทุนฯ สามารถเข้าไปรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันได้
“ปัจจุบันยังยึดกรอบราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยแผนวิกฤติฯ ฉบับใหม่จะต้องกลับมาทบทวนว่ากรอบราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรยังเหมาะสมกับสถานการณ์โลกปัจจุบันอยู่หรือไม่ และหากจะปรับเปลี่ยนควรกำหนดราคาที่เหมาะไว้เท่าไหร่ เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปช่วยพยุงราคา“
อย่างไรก็ตามการทำกรอบราคาดีเซลใหม่ จะมีการจัดทำกรอบราคาที่หลากหลายแนวทาง โดยคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้นกับความรู้สึกของประชาชน ภาวะเศรษฐกิจประเทศ และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ทั้งซึ่งประชาชนจะเกิดความรู้สึกว่าราคาดีเซลแพงเมื่อขยับเกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ที่ผ่านมาภาครัฐเคยขยับราคาไปสูงสุดถึง 35 บาทต่อลิตรในช่วงวิกฤติราคาพลังงานที่ผ่านมา ดังนั้นการกำหนดกรอบราคาใหม่จะพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน
นอกจากนี้จะมีการพิจารณาถึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ว่าควรตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมต่อไปหรือไม่ และการช่วยเหลือควรเลือกเฉพาะกลุ่มครัวเรือน หรือควรช่วยทุกกลุ่มเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นจะดูว่าแนวทางไหนที่จะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและฐานะเงินกองทุนฯ มากกว่ากัน
แผนวิกฤติฯฉบับใหม่จะมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม