‘GULF’ ลุยเปิดขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 370 เมกฯปี 69

07 ม.ค. 2569 | 14:22 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ม.ค. 2569 | 14:22 น.

‘GULF’ เตรียมเดินหน้า เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 6 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญากว่า 370 เมกะวัตต์ในปี 69

KEY

POINTS

  • GULF มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติม 6 โครงการในปี 2569
  • โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวมทั้งสิ้น 370.6 เมกะวัตต์
  • แบ่งเป็นโครงการ Solar farms จำนวน 4 โครงการ (244.6 เมกะวัตต์) และโครงการ Solar BESS อีก 2 โครงการ (126.0 เมกะวัตต์)

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า กลุ่มบริษัทย่อยซึ่ง GULF ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัทกัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด หรือ GRE ในสัดส่วน 100% ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar farms with battery energy storage system: Solar BESS) จำนวน 2 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 121.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 288.7 เมกะวัตต์) และได้จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทดังต่อไปนี้

  • บริษัท เอ็นเนอร์ยี เฟิร์ส จำกัด (EGF) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 61.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 146.5 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางภาคเหนือของประเทศไทย และอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 350 กิโลเมตร
  • บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด (DTP) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 60.0 เมกะวัตต์ (กาลังการผลิตติดตั้ง 142.2 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยา ทางภาคเหนือของประเทศไทย และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 700 กิโลเมตร

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่ม GRE ที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567 – 2573 โดยมีอัตราจำหน่ายไฟฟ้าที่ 2.8331 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี 

การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวจะช่วยลดความผันผวนจากราคาเชื้อเพลิง และช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีราคาขายไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟเฉลี่ยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและนโยบายของ GULF ในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

สำหรับปี 2568 GULF ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar farms) และ Solar BESS ครบทั้งหมด 7 โครงการตามแผน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 354.3 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 596.7 เมกะวัตต์) เป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 GULF มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมรวม 6 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 370.6 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 622.8 เมกะวัตต์) แบ่งเป็นโครงการ Solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 244.6 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321.3 เมกะวัตต์) และโครงการ Solar BESS อีก 2 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 126.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 301.7 เมกะวัตต์) ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการ GULF จะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและผู้ถือหุ้นรับทราบต่อไป