

In Brief
ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) คงจะหนาวๆ ร้อนๆ กับอัตราค่าบริการอัดประจุไฟฟ้ายานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ (Public EV Charger) ที่กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ไปศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้อยู่ปัจจุบันที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ยังไม่สะท้อนต้นทุนค่าซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
ประกอบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายแสนคัน ส่งผลให้ให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อปริมาณหน่วยการขายเพิ่มขึ้น ภาระส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกพิเศษกับต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าจริงของ กฟผ. ที่ขายให้กับกฟน. และกฟภ.ยิ่งขยายวงกว้างขึ้น เนื่องจากอัตราปัจจุบัน เป็นเพียงค่าพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ที่ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายหน่วยสูญเสียในระบบจำหน่าย และต้นทุนค่าบริหารจัดการโครงข่ายเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้งที่มีการอัดประจุ
อีกทั้ง ภาระการอุดหนุนนี้ ยังเป็นภาระแฝง ที่นำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับ เนื่องจากเมื่อสถานีชาร์จ EV ซื้อไฟฟ้าในราคาที่ตํ่ากว่าต้นทุนจริง ส่วนต่างที่หายไปจะถูกนำไปรวมคำนวณในราคากลาง ซึ่งในอดีตที่จำนวนรถ EV ยังมีน้อย ภาระส่วนนี้อาจไม่ส่งผลกระทบชัดเจนนัก
แต่เมื่อจำนวนรถเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนคันและสถานีชาร์จกระจายตัวไปทั่วประเทศ ภาระนี้จึงเริ่มส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของ 3 การไฟฟ้า และกลายเป็นคำถามถึงความเท่าเทียมสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าชาร์จไฟให้แก่กลุ่มผู้ใช้ EV
ผลของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นเห็นว่า อัตราที่ควรจะเป็นอาจต้องมีการขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 3.20-3.50 บาทต่อหน่วย และเมื่อรวมกับที่ผู้ประกอบการลงทุนตั้งสถานีชาร์จ ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าติดตั้งหม้อแปลง ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน ค่าเสื่อมราคาของเครื่องอัดประจุ เมื่อมีการปรับราคาขึ้นไป จะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าตู้ขยับจากเฉลี่ย 7.5-8.5 บาทต่อหน่วย ไปอยู่ที่ประมาณ 9.5-11 บาทต่อหน่วยได้
ทั้งนี้ หลายฝ่ายมีข้อกังวลว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้า จะส่งผลค่าบริการชาร์จไฟฟ้า จะพุ่งสูงจนใกล้เคียงกับต้นทุนนํ้ามันต่อกิโลเมตร และอาจเกิดภาวะชะงักงันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) และแผนการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตรถ EV (EV Hub) ของภูมิภาค
ข้อสรุปที่ภาคเอกชนต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขราคาใหม่ที่สะท้อนต้นทุนการไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องเป็น “แพ็กเกจมาตรการเยียวยา” เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับสถานีอัดประจุ หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบพลังงานสะอาดเสริม เพื่อประคองให้ราคาค่าชาร์จไฟฟ้าสาธารณะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันและเป็นแรงจูงใจที่เพียงพอสำหรับภาคประชาชนต่อไป
ดังนั้น ยังพอมีเวลาที่จะวางแผน หรือสรุปผลการศึกษาต้นทุนใหม่ ก่อนที่จะนำเสนอ กพช.เห็นชอบ ในหลักการ หรือให้รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบ ว่าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาอุดหนุนบางส่วนเพื่อประคองราคาในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ หากกพช.เห็นชอบในหลักการ จะต้องดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนที่จะประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ EV ใหม่ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง