In Brief
เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือNDC 3.0 มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2578 เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 หนึ่งในโครงการสำคัญ เป็นเรื่องของการส่งเสริมการใช้ปูนซิเมนต์คาร์บอนตํ่า และการกักเก็บคาร์บอน(CCS) ของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 0.86 ตันต่อการผลิตปูนซีเมนต์ 1 ตัน ซึ่งสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคซึ่งโครงสร้างการผลิตที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนสูงดังกล่าว เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดสหภาพยุโรป เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น อินเดียและเวียดนาม หรือแม้แต่ผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรป
หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ ประเมินว่า ปี 2573 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ของปูนซีเมนต์ไทยอาจสูญเสียความได้เปรียบด้านราคาในตลาดสหภาพยุโรป ภายหลังการบังคับใช้ภาษีคาร์บอนหรือมาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนรวมของปูนซีเมนต์ไทยที่ส่งไปยังตลาดสหภาพยุโรปสูงกว่าต้นทุนการผลิตภายในประเทศ และทำให้ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ในทางปฏิบัติ
ดังนั้น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีหลัก 3 ประการ เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอน ได้แก่ 1.การลดสัดส่วนปูนเม็ด (Clinker) โดยการนำปูนซีเมนต์ผสม (Blended Cement) มาใช้ในวงกว้าง เพื่อเป็นการทดแทนส่วนประกอบของปูนซีเมนต์ที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนสูง (หรือที่เรียกว่า “ปูนเม็ด” หรือ “Clinker”) ด้วยวัสดุทางเลือกที่มีการปล่อยคาร์บอนตํ่า เช่น ดินเหนียวเผา (Calcined Clay) ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถลดค่าความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันที
ทั้งนี้ การลดสัดส่วนปูนเม็ดลง 10% มีความสัมพันธ์กับการลดภาระภาษีคาร์บอนได้เกือบ 10% ทำให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมทั้งช่วยรักษาต้นทุนสำหรับผู้นำเข้าปูนซีเมนต์ไทยในตลาดสหภาพยุโรปให้อยู่ในระดับตํ่าลง
2.การนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) มาใช้ โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 จะต้องมีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตรงประมาณ 13.7 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบันต้นทุนการดำเนินการยังเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากต้นทุนยังสูงอยู่ที่ประมาณ 60-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนภาษีภายใต้ CBAM ในปัจจุบันถึง 100 เท่า แต่ในระยะยาว CCS จำเป็นต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในระยะยาว
3.การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกหรือ Alternative Fuels ซึ่งปัจจุบันกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ ส่วนใหญ่มาจากการใช้เตาเผาที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตปูนเม็ด แต่กำลังถูกทดแทนอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse-Derived Fuel: RDF) และในระยะต่อไปมีแนวโน้มที่จะเห็นการศึกษานำร่องด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องให้ความร้อนแบบพลาสมาด้วยไฟฟ้า (electric plasma heaters) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาโดยสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมทั้งระบบจำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และการลงทุนในระดับสูง เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านเงินทุนที่จำเป็น ภาครัฐจึงต้องสร้างความชัดเจนด้านอุปสงค์ และมาตรฐานสีเขียวที่เป็นเอกภาพ โดยควรมุ่งเน้นมาตรการหลัก อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการดำเนินการตาม Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านอาคาร โดยกำหนดมาตรฐานสมรรถนะด้านคาร์บอนสำหรับปูนซีเมนต์ที่ใช้ในงานก่อสร้างได้ เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง