net-zero

เปิดโมเดลฮานอย แยกขยะทั้งเมือง คุมตั้งแต่ครัวเรือนถึงระบบจัดเก็บ

In Brief

  • กรุงฮานอยจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายคัดแยกขยะในครัวเรือนตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2569 โดยให้อำนาจพนักงานปฏิเสธการจัดเก็บขยะที่ไม่ได้คัดแยก
  • กำหนดให้แยกขยะออกเป็น 3 ประเภทหลัก (ขยะรีไซเคิล, ขยะอาหาร, ขยะทั่วไป) เพื่อลดการฝังกลบและสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
  • เปลี่ยนระบบเก็บค่าธรรมเนียมจากแบบเหมาจ่ายเป็นแบบตามปริมาณขยะที่ทิ้งจริง ควบคู่กับการใช้บทลงโทษปรับสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการขยะในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2569  เมื่อทางการเริ่มบังคับใช้มาตรการคัดแยกขยะครัวเรือนเต็มรูปแบบภายใต้ คำสั่งที่ 87 ซึ่งให้อำนาจบริษัทเก็บขยะ ปฏิเสธการรับขยะที่ไม่ถูกคัดแยก และเปิดทางไปสู่การเรียกเก็บค่าบริการจัดการขยะตามปริมาณในระยะถัดไป

คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย เหงียน มานห์ กวียน ถือเป็นการยกเครื่องระบบจัดการขยะครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดทางปกครอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สอดรับกับกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมปี 2563 ซึ่งกำหนดให้ท้องถิ่นทั่วประเทศต้องลดการพึ่งพาการฝังกลบ และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคัดแยกที่ต้นทางควบคู่กับการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน

ในฐานะเมืองหลวงที่มีประชากรกว่า 8 ล้านคน ฮานอยต้องรับมือกับขยะมูลฝอยชุมชนเฉลี่ยวันละราว 7,500-7,600 ตัน ปริมาณดังกล่าวได้สร้างภาระสะสมต่อโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่พึ่งพาการฝังกลบเป็นหลัก จนนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื้อรังและความขัดแย้งกับชุมชนโดยรอบหลุมฝังกลบ การบังคับใช้มติที่ 87 จึงสะท้อนความพยายามของเมืองในการยกเครื่องระบบทั้งโซ่ ตั้งแต่ครัวเรือนจนถึงปลายทางอุตสาหกรรม

จากความสมัครใจสู่หน้าที่ตามกฎหมาย วิวัฒนาการเชิงนโยบาย

รากฐานของการปฏิรูปเริ่มต้นจากกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมปี 2563 (Law on Environmental Protection 2020) ที่กำหนดเส้นตายให้ครัวเรือนต้องคัดแยกขยะภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 อย่างไรก็ดี ฮานอยเลือกใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านและออกมติที่ 87 เพื่อกำหนดกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แทนที่มติเดิมปี 2556 ซึ่งใช้มายาวนานแต่ขาดกลไกบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

กลไกที่น่าสนใจที่สุดของมติที่ 87 คือการมอบอำนาจให้พนักงานจัดเก็บขยะมีสิทธิ์ในการ "ปฏิเสธการจัดเก็บ" หากพบว่าขยะนั้นไม่ได้ถูกคัดแยกอย่างถูกต้อง หรือไม่ได้บรรจุในภาชนะที่กำหนด มาตรการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเป็นการสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อครัวเรือน หากขยะไม่ถูกจัดเก็บจะส่งผลเสียต่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัยเอง

นอกจากนี้ หน่วยงานจัดเก็บยังมีหน้าที่รายงานการละเมิดไปยังคณะกรรมการประชาชนระดับแขวง (Commune-level People's Committee) เพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย

โครงสร้างการคัดแยก 3 ประเภท ป้อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

มติที่ 87 กำหนดให้ขยะครัวเรือนถูกคัดแยกตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะอาหาร และขยะทั่วไปหรือขยะอันตราย การออกแบบดังกล่าวมุ่งให้ขยะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยตรง ลดปริมาณที่ต้องเข้าสู่เตาเผาหรือหลุมฝังกลบ

ขยะรีไซเคิลครอบคลุมวัสดุอย่างกระดาษ พลาสติก โลหะ แก้ว ผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดทางให้ครัวเรือนขายหรือส่งต่อให้ภาครีไซเคิลได้โดยตรง ขยะอาหารซึ่งมีสัดส่วนสูงในกระแสขยะเมือง ต้องบรรจุในถังสีเขียวแบบมิดชิดเพื่อลดกลิ่นและการรั่วซึม ส่วนขยะชิ้นใหญ่และขยะอันตรายต้องแยกเก็บในภาชนะเฉพาะที่ทนการกัดกร่อนและป้องกันการรั่วไหล

โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม จากหลุมฝังกลบสู่เตาเผาผลิตไฟฟ้า

เพื่อให้รองรับปริมาณขยะมหาศาลหลังจากที่มีการบังคับคัดแยก ฮานอยได้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจากการฝังกลบไปสู่ระบบการผลิตพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy - WTE) อย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงปี พ.ศ. 2568 - 2569 ฮานอยมีโรงไฟฟ้าขยะที่ทันสมัยสองแห่งเป็นแกนกลางสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะล้นเมืองที่หลุมฝังกลบนามเซิน (Nam Son) และซวนเซิน (Xuan Son) ซึ่งเคยเผชิญกับปัญหาการประท้วงของชาวบ้านและการรั่วซึมของน้ำชะขยะมาอย่างยาวนาน 

โรงไฟฟ้าขยะโซกเซิน (Soc Son Waste-to-Energy Plant) ถือเป็นโครงการเรือธงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากโรงไฟฟ้าในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน  ด้วยเงินลงทุนกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีความสามารถในการกำจัดขยะได้ถึง 4,000 - 5,000 ตันต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของปริมาณขยะทั้งหมดที่ฮานอยผลิตในแต่ละวัน 

โรงไฟฟ้าโซกเซินใช้เทคโนโลยีเตาเผาระบบตะกรับ (Mechanical Grate) จากเบลเยียม ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการเผาขยะโดยไม่ต้องผ่านการคัดแยกก่อนเผาในกรณีจำเป็น แต่การคัดแยกขยะอาหารและขยะรีไซเคิลออกจากกันจะช่วยเพิ่มค่าความร้อน (Calorific Value) และลดการปล่อยมลพิษในระหว่างการเผาได้ดียิ่งขึ้น 11 โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าเข้ากับโครงข่ายแห่งชาติตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 และผลิตไฟฟ้าได้ถึง 90 เมกะวัตต์ 

ควบคู่ไปกับโซกเซิน โรงไฟฟ้าขยะเซราฟิน (Seraphin Waste-to-Energy Plant) ตั้งอยู่ที่ศูนย์บำบัดขยะซวนเซิน เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568  โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีความสามารถในการบำบัดขยะได้ 2,250 ตันต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในสามของปริมาณขยะในกรุงฮานอย และผลิตไฟฟ้าได้ 37 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง 

ความโดดเด่นของเซราฟินคือการใช้เทคโนโลยี Martin จากเยอรมนี ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 97-98% และมีการบริหารจัดการผลพลอยได้ (By-products) ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำขี้เถ้าและกากตะกอนไปผลิตเป็นคอนกรีตสำเร็จรูปและอิฐไม่เผาไฟ

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่และโลจิสติกส์ ปัญหาตรอกแคบของเมืองเก่า

หนึ่งในความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดในการบังคับใช้การคัดแยกขยะในฮานอยคือลักษณะทางกายภาพของเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านเมืองเก่า (Old Quarter) และเขตที่อยู่อาศัยเดิมที่มีตรอกซอกซอยแคบและหนาแน่น (Narrow Alleys) 18 ตรอกบางแห่งมีความกว้างเพียง 70 เซนติเมตร ทำให้รถขยะมาตรฐานไม่สามารถเข้าถึงได้  ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ครัวเรือนส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัดมาก บางแห่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร การวางถังขยะ 3 ใบไว้ในบ้านจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ 

ผลจากการสำรวจในช่วงนำร่องปี พ.ศ. 2567 - 2568 พบว่าแม้ประชาชนในย่านอย่างเขตฮว่านเกี๋ยม (Hoan Kiem) จะมีความกระตือรือร้นในการคัดแยก แต่ปัญหากลับไปตกอยู่ที่ระบบการจัดเก็บ "ไมล์สุดท้าย" (Last-mile Collection)  พนักงานจัดเก็บขยะมักใช้รถเข็นแบบเปิดหรือรถขนาดเล็กที่ไม่มีช่องแยกประเภทขยะ ทำให้ขยะที่ประชาชนคัดแยกมาอย่างดีถูกโยนรวมกันในรถคันเดียวเมื่อถึงจุดรวบรวม  เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน หลายคนตั้งคำถามว่าความพยายามในการคัดแยกของพวกเขานั้น "เสียเปล่า" หรือไม่ หากระบบปลายทางไม่ได้รับการยกระดับให้สอดคล้องกัน 

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บริษัท Urenco ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านสิ่งแวดล้อมหลักของฮานอย ได้เริ่มการปรับปรุงฝูงรถขนส่งขยะให้ทันสมัยขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2568 ได้มีการนำรถขยะระบบปิดที่ติดตั้ง GPS จำนวนกว่า 100 คัน ซึ่งผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 6 หรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้งาน  

รถเหล่านี้รวมถึงรถดูดฝุ่น รถล้างถนน และรถอัดขยะเคลื่อนที่ขนาดเล็กที่สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบตรวจสอบอัจฉริยะใน 13 เขตชั้นในเพื่อติดตามเส้นทางและจุดเก็บขยะแบบเรียลไทม์ เพื่อลดปัญหารถขยะจอดแช่บนทางเท้าซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นและทัศนียภาพที่ไม่พึงประสงค์

กลไกเศรษฐศาสตร์ จากเหมาจ่ายสู่จ่ายตามปริมาณ

นอกเหนือจากกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวของชาวฮานอยต้องอาศัยกลไกราคาที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ มติที่ 87 และกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ. 2563 ได้ปูทางไปสู่การยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมขยะแบบเหมาจ่ายรายเดือนที่ใช้อยู่เดิม ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำมากและไม่จูงใจให้เกิดการลดขยะ โดยผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองเคยจ่ายเพียง 24,000 ดอง (ประมาณ 0.9 ดอลลาร์) ต่อครัวเรือนต่อเดือน 

ตามโรดแมปใหม่ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2569 ฮานอยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบค่าธรรมเนียมตามปริมาณ (Volume-based Disposal Fees) ซึ่งอัตราค่าบริการจะผันแปรตามประเภทและน้ำหนักของขยะที่ทิ้งจริง  ขยะอาหารและขยะรีไซเคิลจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าหรืออาจได้รับการยกเว้น เพื่อจูงใจให้ครัวเรือนคัดแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากขยะทั่วไปที่จะมีอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุด

สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือธุรกิจที่ผลิตขยะมากกว่า 300 กิโลกรัมต่อวัน จะต้องทำสัญญาจัดเก็บและจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราประมาณ 1,175 ดองต่อกิโลกรัมตามปริมาณขยะจริง  ความพยายามนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบการจัดการขยะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในเชิงเศรษฐกิจ (Self-sustaining) และลดภาระงบประมาณของเมืองที่ต้องอุดหนุนค่ากำจัดขยะมาอย่างต่อเนื่อง

บทลงโทษและแรงกดดันทางสังคม

ความเข้มงวดของมติที่ 87 สะท้อนผ่านบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม โดยกฎหมายกำหนดค่าปรับสำหรับการไม่คัดแยกขยะหรือการทิ้งขยะไม่ถูกที่ไว้อย่างชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมสร้างอำนาจให้กับมติที่ 87 ของฮานอย

บุคคลหรือครัวเรือนที่ไม่ดำเนินการคัดแยกขยะมูลฝอยที่ต้นทางตามระเบียบ หรือใช้บรรจุภัณฑ์ไม่ถูกสี/ประเภท จะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 ดอง (ประมาณ 19 - 38 ดอลลาร์สหรัฐ)  สำหรับองค์กรหรือสถานประกอบการที่กระทำผิด โทษปรับจะสูงขึ้นเป็น 1,000,000 ถึง 2,000,000 ดอง 

นอกจากค่าปรับทางแพ่งแล้ว หน่วยงานจัดเก็บขยะยังมีสิทธิ์ปฏิเสธการให้บริการอย่างเด็ดขาด และในกรณีที่การละเมิดเกิดขึ้นซ้ำซาก พนักงานจัดเก็บจะแจ้งประสานงานกับตำรวจท้องถิ่นหรือหน่วยงานตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้าดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุด ซึ่งค่าปรับสูงสุดในคดีมลพิษร้ายแรงอาจสูงถึง 1 พันล้านดองสำหรับบุคคล และ 2 พันล้านดองสำหรับนิติบุคคล 

การบังคับใช้นี้ยังเชื่อมโยงกับระบบ "ความรับผิดชอบร่วมของชุมชน" โดยประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย นายจัน ไซ แทง ได้รณรงค์ให้ชาวเมืองทุกคนทำหน้าที่เป็น "ทหารสิ่งแวดล้อม" (Environmental Soldiers) และให้แต่ละชุมชนเป็น "ป้อมปราการ" ในการเฝ้าระวังและรักษาความสะอาด  

ฮานอยได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดเสี่ยงทิ้งขยะผิดกฎหมาย และใช้สื่อมวลชนในการประณามพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม (Naming and Shaming) เพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคมควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย

โรดแมปการลดพลาสติก ยุทธศาสตร์คู่ขนานสู่ปี 2574

ปัญหาขยะในฮานอยมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการบริโภคพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เมืองฮานอยผลิตขยะพลาสติกมากกว่า 1,400 ตันต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาหาร  ดังนั้น นอกจากการบังคับคัดแยกขยะแล้ว ฮานอยยังได้ประกาศมาตรการห้ามใช้พลาสติกบางประเภทตามกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดภาระของระบบบำบัดขยะและป้องกันมลพิษพลาสติกในระยะยาว

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การลดปริมาณขยะที่ปลายทางเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิตผ่านนโยบายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility - EPR) ซึ่งบังคับให้บริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ธุรกิจที่ใช้พลาสติกในกระบวนการผลิตจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งเวียดนามหากไม่สามารถดำเนินกิจกรรมรีไซเคิลได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม การบังคับคัดแยกขยะของกรุงฮานอยตั้งแต่ปี 2569 เป็นนโยบายที่มีเดิมพันสูง เมืองมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานเตาเผาระดับโลก แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาโลจิสติกส์ในพื้นที่จำกัด ความสม่ำเสมอของการบังคับใช้ และการบูรณาการภาคไม่เป็นทางการเข้าสู่ระบบหากสามารถเชื่อมต่อทุกขั้นตอนตั้งแต่หน้าบ้านถึงโรงไฟฟ้าได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ฮานอยอาจก้าวขึ้นเป็นโมเดลการจัดการขยะเมืองใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแท้จริง

อ้างอิงข้อมูล