thansettakij
thansettakij
IEA ชี้จีนลดถ่านหินปี 2027 ฉุดแรงหนุนสหรัฐฯ ดีมานด์โลกเปลี่ยนทิศ

IEA ชี้จีนลดถ่านหินปี 2027 ฉุดแรงหนุนสหรัฐฯ ดีมานด์โลกเปลี่ยนทิศ

19 ธ.ค. 68 | 02:07 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ธ.ค. 68 | 02:21 น.

IEA ระบุว่าการใช้ถ่านหินของจีนจะเริ่มลดลงภายในปี 2027 ในระดับที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นจากนโยบายหนุนถ่านหินของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความต้องการถ่านหินในภาพรวมโลกเริ่มทรงตัวและเปลี่ยนทิศทาง แม้ปี 2025 ยังทำสถิติสูงสุดก็ตาม

KEY

POINTS

  • IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ถ่านหินของจีนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2027 เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียน
  • การลดลงของอุปสงค์ในจีนมีขนาดใหญ่พอที่จะหักล้างผลกระทบจากนโยบายสนับสนุนการใช้ถ่านหินในสหรัฐอเมริกา
  • แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการถ่านหินทั่วโลกเปลี่ยนทิศทาง โดยคาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในปี 2025 ก่อนจะเริ่มลดลง

ความต้องการถ่านหินของจีนมีแนวโน้มลดลงภายในปี 2027 ซึ่งมากพอที่จะลบล้างผลกระทบจากนโยบายที่เป็นมิตรต่อถ่านหินของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

IEA ระบุในรายงานตลาดประจำปีล่าสุดว่า ความต้องการถ่านหินทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวจะพลิกกลับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในประเทศสำคัญของเอเชียที่รวดเร็วกว่าคาด และการลดลงเชิงโครงสร้างในยุโรป ซึ่งจะกดดันความต้องการถ่านหินให้ลดลง

ขณะเดียวกัน แม้ความต้องการถ่านหินของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในทิศทางขาลง แต่การลดลงจะช้ากว่าที่คาดไว้เมื่อปีก่อน จากความพยายามใหม่ของรัฐบาลกลางในการสนับสนุนการใช้ถ่านหิน

อย่างไรก็ดี การปรับเพิ่มคาดการณ์การใช้ถ่านหินของสหรัฐฯ ในปี 2027 อีก 38 ล้านตัน (Mt) ของ IEA ยังน้อยกว่าการปรับลดคาดการณ์การใช้ถ่านหินของจีนถึง 126 ล้านตัน

IEA คาดว่าความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะอยู่ที่ 8,845 ล้านตันในปี 2025 สูงกว่าที่คาดไว้ในรายงานตลาดถ่านหินปี 2024 เล็กน้อยที่ 44 ล้านตัน

IEA ยังระบุว่า การเติบโตดังกล่าวได้รับอิทธิพลจาก “แนวโน้มระดับภูมิภาคที่ไม่ปกติ” รวมถึงความต้องการถ่านหินของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 37 ล้านตันเมื่อเทียบรายปีในปี 2025 สู่ระดับ 516 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าที่ IEA คาดการณ์ไว้ในปี 2024 ถึง 59 ล้านตัน หรือคิดเป็น 17% โดยมาตรการชุดใหม่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้สนับสนุนการใช้ถ่านหินในระยะสั้น เช่น การปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ และการเปิดโรงไฟฟ้าที่ถูกปิดไปแล้วกลับมาใช้งานอีกครั้ง

ขณะที่ในสหภาพยุโรป การใช้ถ่านหินลดลงช้ากว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังน้ำต่ำกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศยุโรปยังคงอยู่ในภาวะ “การลดลงเชิงโครงสร้าง” ของความต้องการถ่านหิน จากการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน การกำหนดราคาคาร์บอน และคำมั่นยุติการใช้ถ่านหิน

ส่วนอินเดียมีการบริโภคถ่านหินลดลงอย่างไม่คาดคิดในปี 2025 ซึ่งเชื่อมโยงกับฤดูมรสุมที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้นและความต้องการไฟฟ้าลดลง

สำหรับจีน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก IEA ระบุว่าความต้องการถ่านหินแทบไม่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2024 และ 2025

แนวโน้มการลดลงของอุปสงค์

ในรายงานตลาดปี 2024 IEA เคยคาดการณ์ว่าความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2027 โดยมีจีนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งคาดว่าจะใช้ถ่านหินเกิน 5,000 ล้านตันต่อปี จากระดับ 4,939 ล้านตันในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ในการคาดการณ์ล่าสุด IEA ประเมินว่าความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะทรงตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและลดลงเล็กน้อยภายในช่วงปลายทศวรรษนี้

แนวโน้มดังกล่าวยังคงมีจีนเป็นปัจจัยหลัก สะท้อนจากการที่ถ่านหินถูกเบียดออกจากระบบไฟฟ้าโดยการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของพลังงานหมุนเวียน และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพลังงานนิวเคลียร์เเต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อปีก่อน แหล่งพลังงานสะอาดยังถูกคาดว่าจะรองรับได้เพียงส่วนใหญ่ของการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าในจีน

ทั้งนี้ IEA ประเมินว่าความต้องการถ่านหินของจีนจะลดลงเหลือ 4,879 ล้านตันในปี 2027 และจะลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4,772 ล้านตันภายในปลายทศวรรษนี้ ขณะที่ยังได้คาดการณ์ความต้องการถ่านหินทั่วโลกในปี 2027 จึงต่ำกว่าที่ประเมินไว้เมื่อปีก่อน 149 ล้านตัน หรือคิดเป็น 2%

จากข้อมูลโดย Carbonbrief แสดงให้เห็นว่า แม้ความต้องการถ่านหินระยะสั้นของสหรัฐฯ จะถูกปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เดิม แต่การลดลงของจีนมีขนาดใหญ่กว่ามากจนชดเชยได้ทั้งหมด โดย IEA ระบุว่า การลดลงของการใช้ถ่านหินในจีนมีสาเหตุหลักจากการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว โดยพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มจะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหินในจีนในไม่ช้า และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 49% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030

รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายให้การใช้ถ่านหินถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 ซึ่งข้อมูลของ IEA ชี้ว่าเป้าหมายดังกล่าวมีแนวโน้มบรรลุได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเตือนว่ายังมีหลายปัจจัยที่อาจเปลี่ยนการลดลงเล็กน้อยให้กลายเป็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยได้

ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง ความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของโครงการถ่านหินเพื่ออุตสาหกรรมเคมี และความผันผวนของการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากสภาพอากาศและปัจจัยอื่น ๆ

ขณะเดียวกัน อินเดียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการถ่านหินโลกแต่รายงานฉบับใหม่ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของการใช้ถ่านหินในอนาคต โดย IEA คาดว่าความต้องการถ่านหินของอินเดียในปี 2027 จะอยู่ที่ 1,383 ล้านตัน ต่ำกว่าที่คาดไว้เมื่อปีก่อน 39 ล้านตัน หรือ 3%

การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสัดส่วนไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างพลังงานของอินเดีย โดยสัดส่วนถ่านหินมีแนวโน้มลดลงจาก 70% ในปี 2025 เหลือ 60% ภายในปี 2030 ตามการประเมินของ IEA