

In Brief
ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรุงบรัสเซลส์กลายเป็นศูนย์กลางของแรงกดดันรอบใหม่ที่ส่งสะเทือนข้ามทวีป องค์กรภาคประชาสังคม นักสิ่งแวดล้อม และภาคธุรกิจที่ลงทุนปรับตัวเพื่อสอดคล้องกับกฎ EU Deforestation Regulation (EUDR) ได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำสหภาพยุโรป 6 ราย นำโดย ประธานคณะกรรมาธิการ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน และรองประธานด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
สารจากจดหมายฉบับนี้ตรงไปตรงมาว่า "อย่าเลื่อนอีก" หลังจากมีการประกาศเมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า คณะกรรมาธิการยุโรปอาจเลื่อนการบังคับใช้ EUDR เป็นครั้งที่สอง โดยอ้างปัญหาด้านระบบข้อมูล (information system) ที่ยังไม่พร้อมใช้งาน แต่ภาคส่วนต่างๆ กลับมองว่าข้ออ้างนี้ยอมรับไม่ได้และทำลายความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปเอง
เนื้อความตอนหนึ่งจากจดหมาย ระบุว่า ประหลาดใจที่สหภาพยุโรป ซึ่งมีทรัพยากรและขีดความสามารถสูง กลับยังสร้างระบบที่จำเป็นสำหรับการทำงานของกฎหมายนี้ไม่เสร็จ ทั้งที่ควรแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2024
จดหมายยังเตือนว่า การเลื่อนซ้ำจะส่งผลร้ายหลายมิติ ตั้งแต่ การทำลายผืนป่าที่เกิดจากการบริโภคของยุโรป ไปจนถึง การบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประเทศคู่ค้า พร้อมย้ำว่าการเลื่อนคือการลงโทษผู้ที่ทำถูกต้องเพราะหลายบริษัทและประเทศคู่ค้าได้ลงทุนเตรียมระบบให้สอดคล้องกับกฎหมายแล้ว
บริษัทและประเทศคู่ค้าได้ใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมาเพื่อปรับห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้ คุณต้องให้เกียรติความพยายามเหล่านั้น
EU ได้กำหนดนำกฎหมาย EUDR มาใช้กำกับในการนำเข้าสินค้าเกษตรจำนวน 7 กลุ่มเช่น ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, ไม้, โกโก้, เนื้อวัว, หรืออื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป จะต้องผ่านเงื่อนไขจำนวน 3 ข้อตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย EUDR ดังนี้ สินค้าที่นำเข้ามาต้องไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า ขบวนการผลิตต้องถูกกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ต้องผ่านการประเมินตรวจสอบสินค้า (Due Diligence) กฎเกณฑ์เหล่านี้กระทบกับ "ประเทศไทย" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า "ไม่ได้มาจากการบุกรุกทำลายป่า" และ "ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแปลงปลูก"
ประเทศไทย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก กำลังยืนอยู่บนเส้นทางที่ต้องเลือกจะ "ปรับตัวทัน" หรือ "ถูกตัดออกจากตลาด" ไทยมีปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์ม 3.70 ล้านตัน คิดเป็น 4.65% ของการผลิตโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งครองตลาดรวมกันกว่า 80% ของโลก
จากฐานข้อมูล Trademap ไทยยังเป็น ผู้ส่งออกปาล์มน้ำมันอันดับ 4 ของโลก มูลค่า 1,057.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.36% ของการส่งออกโลก และที่สำคัญ ยังขยายตัวได้ถึง 11.04% จากปีก่อนหน้า ตลาดหลักของไทยอยู่ที่ อินเดีย 72.25% มาเลเซีย 11.79% เมียนมา 9.19%
ในห่วงโซ่ของน้ำมันปาล์มไทย มีบริษัทที่เริ่มเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต หนึ่งในนั้นคือ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC เปิดเผยกับ "ฐานเศษฐกิจ" ว่า แนวโน้มของปี 2568 ยังคงสะท้อน ความท้าทายรอบด้านสำหรับภาคธุรกิจทั่วโลก จากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไปจนถึงมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการต้องเผชิญแรงกดดันในทุกขั้นตอน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ภูมิทัศน์ของธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และความไม่แน่นอนจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ กฎระเบียบว่าด้วยการค้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป รวมถึงทิศทางความยั่งยืนของสหรัฐฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคธุรกิจต้อง ปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะเดียวกัน กระแสความตื่นตัวของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาด จึงไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญ สำหรับธุรกิจที่พร้อมปรับตัวสู่แนวทางการผลิตและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
GGC มองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก จึงเลือกวางกลยุทธ์บนแนวคิด "เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม"
และเชื่อมโยงห่วงโซ่ธุรกิจให้ยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
การจะผ่าน RSPO ได้ เกษตรกรต้องประกาศว่าไม่มีการบุกรุกทำลายป่า เพื่อให้ผ่านมาตรฐานและส่งออกไปยุโรปได้
RSPO หรือ Roundtable on Sustainable Palm Oil คือใบเบิกทางสำคัญสำหรับตลาดยุโรป และเป็นฐานคิดเดียวกับ EUDR ที่ต้องการให้ห่วงโซ่ของปาล์มปลอดการบุกรุกป่า
ในสายการผลิตของ GGC น้ำมันปาล์มถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่ ไบโอดีเซล ที่ผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึง แฟตตีแอลกอฮอล์และกลีเซอรีน ที่ใช้ในเครื่องสำอางและยา
เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้คือความเชื่อที่ชัดเจนว่า "Green Product" ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่แค่ปลายน้ำ GGC จึงไม่เพียงแค่ลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต แต่สร้างระบบห่วงโซ่คาร์บอนต่ำร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่แปลงปลูก
พอคนได้ยินว่าเคมีเลยกลัวไปก่อน แต่ GGC เป็นบริษัทที่ผลิต เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม เอาผลิตภัณฑ์การเกษตรมาเป็นวัตถุดิบแล้วก็ทําให้เกิดมูลค่าเพิ่ม มีอยู่ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยกัน ก็คือตัว ไบโอดีเซล ซึ่งจะคุ้นเคยกับส่วนผสมในน้ำมันดีเซลอยู่ตามปั๊ม ตัวที่ 2 แอลกอฮอล์ จะเอาไปใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบใน personal care หรือสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจําวันสบู่ แชมพู หรือเครื่องสําอาง ตัวที่ 3 เป็นกลีเซอรีน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไปใช้กับยากับเครื่องสําอาง ทั้งหมดทํามาจากผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ที่มีผลิตภัณฑ์การเกษตรเยอะ ก็สามารถนําผลิตภัณฑ์การเกษตรมาแปรรูปให้มีมูลค่าสูงขึ้น ก็จะช่วยยกระดับความสามารถหรือระดับของเศรษฐกิจการเกษตรให้ดีขึ้น
แนวทางสู่ "ธุรกิจคาร์บอนต่ำ" ของ GGC
เริ่มต้นจากเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจน บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่น้อยกว่า 20% ภายในปี 2030 และก้าวสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยมีสามแนวทางหลักที่ใช้ขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในระดับองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน
ปรับปรุงภายในองค์กร
GGC เริ่มจากการ ปรับกระบวนการผลิตภายใน ให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และลดการปลดปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน เป้าหมายไม่ใช่เพียงลดตัวเลขการปล่อยก๊าซ แต่คือการยกระดับประสิทธิภาพของทั้งระบบ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้โดยไม่ทิ้งรอยเท้าคาร์บอนไว้เบื้องหลัง
ปรับพอร์ตสินค้าให้ "เขียว" ทั้งระบบ
บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้าง portfolio ของผลิตภัณฑ์ ให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่เป็น Green Product หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการผลิตเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Chemical) อย่างเต็มรูปแบบ
การชดเชยคาร์บอน (Carbon Compensation)
แม้หลายองค์กรจะซื้อคาร์บอนเครดิตจากตลาดเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซ แต่ GGC เลือกทำในแบบแตกต่างเพราะต้องการให้การชดเชยเกิดขึ้นจริง ภายในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง (Value Chain)
ต้นน้ำของธุรกิจคือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จึงเป็นที่มาของการส่งเสริม "ปาล์มคาร์บอนต่ำ" ผ่านการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างคาร์บอนเครดิตจากภาคเกษตร โดยบริษัทตั้งใจจะนำคาร์บอนเครดิตที่เกษตรกรสร้างได้กลับมาใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของบริษัทเอง
จาก SPOPP สู่ SPOPP CLIMA เส้นทางการเปลี่ยนผ่านของเกษตรกร
การทำงานร่วมกับเกษตรกรเริ่มต้นจากโครงการแรกที่ชื่อว่า SPOPP เป้าหมายคือ ให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยโครงการแรกมีเกษตรกรราว 1,000 ราย รวมเป็น 6 วิสาหกิจชุมชน บริษัทให้ความรู้เรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมให้เข้าสู่มาตรฐานระดับโลกอย่าง RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดพรีเมียม
ผลลัพธ์ของโครงการ คือ ผลผลิตต่อไร่เพิ่มจาก 2.8–3 ตันต่อไร่ เป็น 3.8 ตันต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดจาก 33 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 20 บาทเศษ เกษตรกรจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากผลผลิตและการลดต้นทุน พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จนกลายเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างของโลกที่ RSPO ยกย่องว่าเป็นต้นแบบความสำเร็จจริง
ความสำเร็จของ SPOPP ถูกต่อยอดสู่โครงการที่สอง SPOPP CLIMA ชื่อ "CLIMA" มาจาก Climate Mitigation and Adaptation ซึ่งเน้นการให้ความรู้กับเกษตรกรในการปลูกปาล์มแบบคาร์บอนต่ำ ตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซ ไปจนถึงการสร้างคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ
โครงการนี้เริ่มดำเนินมาแล้วหนึ่งปี และจะต่อเนื่องอีกสองปี โดย GGC อบรมกลุ่มเทรนเนอร์เพื่อให้ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อให้เกษตรกรในพื้นที่
ผลที่เกิดขึ้นในปีแรก คือสามารถขยายเครือข่ายเกษตรกรได้มากกว่าเดิมถึงสองเท่า จาก 1,000 ราย เป็น 2,000 ราย
ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มจาก 32,000 ไร่ เป็นกว่า 60,000 ไร่ ความสำเร็จที่แท้จริงของโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการให้เกษตรกรมี คาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตขายได้จริง
ผู้บริหาร GCC ย้ำว่านี่คือโครงการแรกของโลก ที่มุ่งสร้างคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรมในภาคเกษตรไทย GGC จึงต้องทำงานร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อพัฒนากระบวนการและวิธีสำหรับการตรวจวัดและรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้บริษัทยังร่วมมือกับ ไทยคม เพื่อนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการวัดปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับไว้ในพื้นที่ปลูก เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำ
ก็ยังเป็นความท้าทายอยู่ว่าปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะได้ ได้เท่าไหร่แล้วคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ทําตามวิธีการใหม่ จะลดลงกว่าภาวะปกติเท่าไหร่ กว่าจะได้ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ถึง 3 ปี จึงจะบอกผลสัมฤทธิ์
พิสูจน์ความยั่งยืนได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกตั้งคำถามกับความเขียวของแบรนด์ธุรกิจมากกว่าที่เคย หลายบริษัทอาจถูกจับตาว่า สิ่งที่ทำเป็น ความยั่งยืนจริงหรือแค่ การฟอกเขียว (Greenwashing) เพื่อสร้างภาพให้ดูดี
ผู้บริหาร GGC ยอมรับตรงไปตรงมาว่า นี่คือเหตุผลที่เต้องลงไปทำถึงต้นน้ำ จากเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม โรงหีบ โรงสกัด จนถึงกระบวนการผลิตในโรงงานของบริษัท ทุกขั้นตอนถูกออกแบบให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด
เราทำแบบนี้เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้มาฟอกเขียวตอนสุดท้าย แต่เราทำทั้ง Value Chain จริง ๆ ความยั่งยืนต้องสามารถ trace back ได้ ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
รัฐบาลต้องหนุน Green Products ยกระดับเกษตรไทยจากวัตถุดิบสู่มูลค่าเพิ่ม
ผู้บริหาร GGC มองว่า รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Green Products อย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญอยู่แล้ว คือ มีฐานวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังจำหน่ายในรูปแบบสินค้าขั้นปฐมภูมิ (Primary Product) ซึ่งมีมูลค่าต่ำ หากสามารถนำผลผลิตเหล่านี้มา แปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น และอยู่ในกลุ่มสินค้ากรีนที่ตอบโจทย์ตลาดโลกได้ ก็จะช่วยให้ประเทศไทยยกระดับเศรษฐกิจและแข่งขันได้ในระยะยาว
เราปรับตัวอยู่แล้ว และไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่มอง ตลาดโลกเป็นหลัก การส่งออกไปยังประเทศที่มีความพร้อมและให้การยอมรับสินค้ากรีน เป็นแนวทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของผู้ประกอบการในยุคนี้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมีนโยบายที่ ชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยให้การพัฒนา Value Chain ของภาคการผลิตเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์เกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก