

KEY
POINTS
ทั้งนี้ไม่เพียงการลงทุนด้านพลังงานทดแทน แต่ยังได้ขยายไปสู่บทบาทของการเป็นผู้ให้บริการด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของออสเตรเลีย
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์ (Collector Wind Farm) ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายการผลิตพลังงานหมุนเวียนของรัฐนิวเซาท์เวลส์(NSW) และยังเป็นโครงการพลังงานทดแทนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีกำลังการผลิตสูงที่สุดของ RAC ในปัจจุบัน
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคเซาเทิร์นเทเบิลแลนด์ส บนพื้นที่ 6,200 เฮกตาร์ มีกำลังการผลิตติดตั้ง 226.8 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยกังหันลม 54 ต้น (รุ่น Vestas V-117) ขนาดต้นลุ 4.2 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 360 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ได้เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2564 โดยเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ Transgrid ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายหลักในรัฐ สามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยได้ถึง 528 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี เพียงพอต่อการจ่ายไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ประมาณ 80,000 ครัวเรือนต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 320,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี
สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทอย่างความมั่นคงและต่อเนื่อง จากผู้รับซื้อไฟฟ้ารวม 3 ราย มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี ประกอบด้วย Iberdrola Australia Energy Markets Pty Ltd. 60 % ALDI Foods Pty Ltd. 19.4 % และ ZEN Energy Retail Pty Limited 20.6 %
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ยังสนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้ามากกว่า 270,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี ผ่านกองทุน 2 รูปแบบที่บริหารจัดการโดยตัวแทนชุมชนและสภาเมือง เพื่อสร้างสรรค์โครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง การพัฒนาเยาวชน และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ
ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในรัฐควีนส์แลนด์ที่ 80% ภายในปี 2578 ถือเป็นความท้าทายด้านเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Stability) จากการรับไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ไม่สามารถให้แรงเฉื่อย ตามคุณสมบัติของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมีอยู่ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ RAC ได้เข้าไปสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรัฐควีนส์แลนด์ ที่จำหน่ายไฟฟ้าในระบบ National Electricity Market (NEM) ซึ่งเป็นตลาดกลางรับซื้อไฟฟ้าของออสเตรเลีย ภายใต้โครงการ Synchronous condenser ที่ได้เริ่มเดินเครื่องเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ด้วย เงินลงทุน 32 ล้านดอลลร์ออสเตรเลีย
โครงการนี้ ถือเป็นการนำสินทรัพย์หรือโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ ขนาดกำลังการผลิต 234 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ตั้งอยู่ในเมืองทาวน์สวิลล์ ที่มีอยู่นำมาปรับปรุง โดยใช้เทคโนโลยี Synchronous Condenser ด้วยการดัดแปลงกังหันก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเดิม ให้สามารถทำงานในรูปแบบเครื่องปรับเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้าแบบหมุนไฮบริด (Hybrid Rotating Grid Stabilizer: RGS) โดยการติดตั้งคลัตช์ Synchro-Self-Shifting (SSS) เข้ากับเพลาระหว่างกังหันก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อแยกการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและกังหันก๊าซออกจากกันได้เมื่อจำเป็น
ทำให้สามารถสลับการทำงานไปมาได้ทันทีระหว่างโหมดผลิตไฟฟ้าปกติ และโหมด Synchronous condenser ซึ่งเมื่อไม่มีการผลิตไฟฟ้า แต่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะยังคงให้แรงเฉื่อยไฟฟ้าแบบหมุน ช่วยลดความผันผวนของความถี่ในระบบไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้าลัดวงจร และป้องกันเหตุไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Widespread Blackouts) ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ออกจากระบบโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ที่มักประสบปัญหาความมั่นคงด้านแรงดัน
สำหรับโครงการนี้ RAC และ Queensland Pacific Metal (QPM) Energy Limited ได้ลงนามสัญญา Dispatch Agreement ระยะเวลา 10 ปี เพื่อบริหารจัดการให้โรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์สามารถเดินเครื่องและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอีก 6.8 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี จากค่าความพร้อมในการเดินเครื่องและค่าให้บริการอีกชั่วโมงละ 86 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หลังจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับเดิม ซึ่งมีระยะเวลา 25 ปี กับ QPM สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568
ความสำเร็จในการดำเนินงานของ ราช กรุ๊ป ในประเทศออสเตรเลีย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเชิงรุกต่อทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลกด้านพลังงานทดแทน ผนวกกับการนำเทคโนโลยี Synchronous Condenser มาใช้ในการรักษาความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงจะที่ช่วยให้ราช กรุ๊ป บรรลุสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 แต่ยังเป็นการสนับสนุนรัฐบาลออสเตรเลียที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง