thansettakij
thansettakij
'ทีมกรุ๊ป' เปิดคอขวดระบายน้ำ กทม. 'เส้นเลือดขนาดกลาง' น้ำไปไม่ถึงอุโมงค์

'ทีมกรุ๊ป' เปิดคอขวดระบายน้ำ กทม. 'เส้นเลือดขนาดกลาง' น้ำไปไม่ถึงอุโมงค์

28 ก.ย. 69 | 10:35 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.ย. 69 | 11:02 น.

'ทีมกรุ๊ป' ชี้ระบบระบายน้ำ กทม.มี “เส้นเลือดขนาดกลาง” เป็นคอขวดสำคัญ หลังน้ำจากท่อริมถนนไหลเข้าสู่คลอง แต่หลายจุดคลองแคบหรือถูกรุกล้ำ ทำให้น้ำเดินทางไปถึงอุโมงค์และสถานีสูบน้ำได้ไม่ทัน

KEY

POINTS

  • ปัญหาหลักของการระบายน้ำใน กทม. คือ "เส้นเลือดขนาดกลาง" หรือระบบคลองที่เป็นคอขวด ทำให้น้ำจากท่อริมถนนไม่สามารถไหลไปถึงอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ได้ทันเวลา
  • สาเหตุสำคัญเกิดจากคลองหลายแห่งมีขนาดแคบลงจากการรุกล้ำของประชาชน ทำให้การระบายน้ำติดขัด ซึ่งโครงการแก้ไขในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
  • แม้สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่จะมีความพร้อม แต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากน้ำจากคลองโดยรอบไหลเข้ามาไม่ทัน เช่น กรณีบึงหนองบอนที่ไม่สามารถเปิดเครื่องสูบน้ำได้ทั้งหมด

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เฉพาะที่ท่อระบายน้ำริมถนน แต่ยังอยู่ในระบบทางน้ำที่รับช่วงต่อจากท่อเข้าสู่คลอง ซึ่งถูกเปรียบเป็น “เส้นเลือดขนาดกลาง” และเป็นคอขวดสำคัญของการระบายน้ำ โดยหลายพื้นที่ยังมีข้อจำกัดด้านขนาดคลองและการส่งน้ำต่อไปยังอุโมงค์และสถานีสูบน้ำ ทำให้การแก้ไขต้องดำเนินการทั้งระบบ ตั้งแต่ท่อ คลอง ไปจนถึงโครงสร้างระบายน้ำขนาดใหญ่ 

นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ทีมกรุ๊ป  ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าสำหรับระบบระบายน้ำในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี มีลักษณะแตกต่างกัน โดยระบบท่อริมถนนของกรุงเทพมหานครเปรียบได้กับ “เส้นเลือดขนาดเล็ก” ซึ่งโดยทั่วไปมีการดูแลรักษา บางจุดมีลักษณะคล้าย “เส้นเลือดขอด” เนื่องจากท่อเกิดการทรุดตัวจากสภาพดินเหนียวอ่อนของกรุงเทพมหานคร

บางพื้นที่มีการใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กแบบเคลื่อนที่สีเหลือง และมีการวางงบประมาณสำหรับการทำท่อดันท่อลอดใต้ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ

สำหรับกรุงเทพมหานครมีท่อระบายน้ำริมถนนประมาณ 6,500 กิโลเมตร โดยกรมราชทัณฑ์ดำเนินการล้างท่อประมาณ 1,000 กิโลเมตรต่อปี และกรุงเทพมหานครดำเนินการอีกประมาณ 1,000 กิโลเมตรต่อปี ทำให้ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าบ้านหลังเดิมจะได้รับการล้างท่ออีกครั้ง

ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เส้นเลือดขนาดเล็กเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “เส้นเลือดขนาดกลาง” ซึ่งเป็นระบบจากท่อริมถนนเข้าสู่คลอง เพราะระบบส่วนนี้เป็นคอขวดของการระบายน้ำ

คลองบางแห่งมีขนาดแคบลงหรือถูกเติมพื้นที่

นายชวลิต ระบะว่า คลองบางแห่งมีขนาดแคบลงหรือถูกเติมพื้นที่จากการรุกล้ำของประชาชน ทำให้การระบายน้ำติดขัด จึงมีโครงการนำพื้นที่คลองกลับคืนมา โดยเริ่มจากคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร

คลองลาดพร้าวดำเนินการแล้วตั้งแต่วัดเสนานิคมใหม่ถึงวัดลาดพร้าว แต่ช่วงจากวัดเสนานิคมใหม่ไปบางเขน จากบางเขนไปบางบัว จากบางบัวไปสะพานใหม่ และจากสะพานใหม่ไปคลองถนน ยังไม่ได้ดำเนินการทั้งหมด ปัญหานี้มีผลต่อการเดินทางของน้ำจากพื้นที่ดอนเมืองและสายไหมไปยังอุโมงค์บางซื่อ เพราะน้ำไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ทันเวลา

ส่วนคลองเปรมประชากรดำเนินการเพียงบางจุด โดยเป้าหมายคือทำให้คลองสามารถระบายน้ำต่อเนื่องไปถึงสถานีสูบน้ำเทเวศร์ ขณะที่คลองบางเขนไม่สามารถระบายน้ำจากบางบัวได้ทันเวลา แม้จะมีสถานีสูบน้ำอยู่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วก็ตาม

นายชวลิต ระบุว่า หากจะปรับปรุงคลองที่ทราบปัญหาอยู่แล้ว เช่น คลองลาดพร้าว คลองบางเขน คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองตัน และคลองพระโขนง อาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี หากดำเนินการเฉพาะคลองที่ทราบปัญหาอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งคือการปรับปรุง “เส้นเลือดขนาดกลาง” เพื่อให้น้ำเดินทางไปถึงอุโมงค์และสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น

ยกตัวอย่าง กรณีบึงหนองบอนมีสถานีสูบน้ำพร้อมใช้งาน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเครื่องสูบน้ำ เพราะน้ำไม่สามารถไหลเข้าบึงหนองบอนได้เร็วพอ สถานีมีเครื่องสูบน้ำทั้งหมด 6 เครื่อง โดยปกติใช้งาน 4 เครื่อง และบางช่วงใช้เพียง 3 เครื่อง เพราะหากสูบน้ำ 5 เครื่องในขณะที่น้ำไหลเข้ามาไม่ทัน อาจทำให้ตลิ่งของบึงหนองบอนพังได้

ดังนั้น ปัญหาของหนองบอนไม่ใช่สถานีสูบน้ำไม่มีเครื่องสูบน้ำหรือไม่พร้อมใช้งาน แต่เป็นเพราะน้ำไหลเข้ามาไม่ทัน จึงต้องตรวจสอบคลองขนาดเล็กโดยรอบบึงหนองบอนว่าจุดใดเป็นปัญหา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเส้นเลือดขนาดกลางจึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องทยอยดำเนินการไปเรื่อย ๆ