thansettakij
thansettakij
 กคช.ลุย ‘บ้านเขียวประหยัดพลังงาน’ GEF อัดฉีด 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 กคช.ลุย ‘บ้านเขียวประหยัดพลังงาน’ นำร่องGEF อัดฉีด 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

23 ก.ย. 69 | 08:32 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 09:10 น.

ครม.ไฟเขียว  การเคหะแห่งชาติ(กคช.) เดินหน้า “บ้านเขียวประหยัดพลังงาน” GEF อัดฉีดงบ 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยผู้มีรายได้น้อย-รายได้ปานกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายพลังงาน

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เดินหน้าโครงการ ‘บ้านเขียวประหยัดพลังงาน’ หลังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) กว่า 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • โครงการมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงได้จริง
  • กคช. เตรียมนำร่องโครงการในอาคารเช่า 7 แห่ง รวม 1,373 หน่วย โดยจะนำเทคโนโลยีอย่างโซลาร์เซลล์ หลังคาสองชั้น และวัสดุประหยัดพลังงานมาประยุกต์ใช้
  • ความร่วมมือนี้มุ่งนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาใช้ยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของไทยให้ยั่งยืน และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

 

ภายหลังจาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เดินหน้า “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” หลังประเทศไทยได้รับอนุมัติเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก หรือ GEF จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านความร่วมมือกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) มุ่งนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานระดับนานาชาติมาพัฒนาระบบ “บ้านเขียวประหยัดพลังงาน” ที่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงได้จริงวันที่ 22 กันยายน 2569

 

 

ครม.ไฟเขียว "ที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน"

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” ตามที่กระทรวง พม. โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เสนอ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยให้ก้าวทันแนวทางการพัฒนาในระดับนานาชาติ จากการมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ไปสู่การพัฒนาที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง เข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญคือการทำให้ประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าวกลับไปถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดังนั้น นอกจากการพัฒนามาตรฐานและเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการศึกษากลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงแนวทางเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อรองรับการขยายผลในระยะยาว เพราะการยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยจะมีความหมายอย่างแท้จริงเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากมาตรฐานนั้น

“ตามที่ ครม. มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเดินหน้าโครงการฯ ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าการได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ แต่เป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางระดับสากลมาต่อยอดเพื่อยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายคือทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง พร้อมทั้งสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้สามารถก้าวไปพร้อมกับทิศทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ” นายนิกร กล่าว

GEFหนุน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กคช. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการร่วมจัดทำและยื่นข้อเสนอต่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รอบที่ 7 หรือ GEF7 ผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในฐานะ GEF Agency โดยได้รับอนุมัติจาก GEF วงเงินสนับสนุน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าว กระทรวง พม. โดย กคช. ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะหน่วยงานร่วมบริหารโครงการฯ

ภายหลัง ครม. มีมติเห็นชอบในวันนี้ ทาง กคช. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยบทบาทสำคัญของ กคช. คือการเปลี่ยนโอกาสจากความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งนี้ให้เกิดผลกับระบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยของไทย โดยไม่ให้สิ้นสุดเพียงโครงการนำร่อง แต่ต้องสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ มาตรฐาน และเครื่องมือสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยเฉพาะการทำให้ “บ้านเขียว” ไม่เป็นเรื่องเฉพาะของที่อยู่อาศัยระดับบน แต่สามารถนำมาใช้กับที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนทั่วไปได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำแนวทางดังกล่าวไปใช้และขยายผลต่อไป

นำร่อง7โครงการ1,373 หน่วย

สำหรับการนำแนวคิดสู่การปฏิบัติ นั้น  กคช. เตรียมพื้นที่นำร่องในโครงการอาคารเช่า 7 โครงการ รวม 1,373 หน่วย โดยนำเทคโนโลยีและวัสดุเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมาประยุกต์ใช้ อาทิ Solar Cell สำหรับระบบส่วนกลางและระบบไฟฟ้าของโรงบำบัดน้ำเสีย หลังคา Double Roof ผนังอิฐมวลเบา และกระจกเขียวตัดแสง โดยโครงการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปยังโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติและตลาดที่อยู่อาศัยภายนอก ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมได้อีกประมาณ 1.25 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

“สำหรับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 1,373 หน่วย ไม่ใช่เพียงตัวเลขของโครงการนำร่อง แต่คือพื้นที่ที่จะทำให้เราเห็นว่าองค์ความรู้ มาตรฐาน และเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องการต่อยอดจากโครงการ คือการสร้างระบบที่นำไปใช้ได้จริงและขยายผลได้ เพื่อให้บ้านประหยัดพลังงานไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะของคนบางกลุ่ม แต่เป็นอีกมาตรฐานของการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนในอนาคต” นายทวีพงษ์ กล่าว

ครม.ไฟเขียวกคช.เดินหน้า โครงการบ้านเขียวประหยัดพลังงาน