thansettakij
thansettakij
ตลาดระงับกลิ่นกายญี่ปุ่นโต 8.46 หมื่นล้าน จับตาเทรนด์สุขภาพ-รักษ์โลก

ตลาดระงับกลิ่นกายญี่ปุ่นโต 8.46 หมื่นล้าน จับตาเทรนด์สุขภาพ-รักษ์โลก

16 ส.ค. 69 | 08:16 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 08:24 น.

ตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายญี่ปุ่นขยายตัวต่อเนื่อง คาดมูลค่าตลาด 8.46 หมื่นล้านบาทในปี 2034 รับเทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ สินค้าธรรมชาติ ออร์แกนิก บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

KEY

POINTS

  • ตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตมีมูลค่าถึง 8.46 หมื่นล้านบาทภายในปี 2034 จากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
  • เทรนด์ด้านสุขภาพมาแรง ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติ ออร์แกนิก และเน้นการยับยั้งแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นตอของกลิ่น แทนการใช้ความหอมเพื่อกลบกลิ่น
  • กระแสรักษ์โลกส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและพลาสติกรีไซเคิล ได้รับความสนใจมากขึ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า ปัจจุบันผู้บริโภคในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเลือกสินค้าเพื่อดูแลร่างกายมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยตรงกับร่างกาย เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย หรือ Deodorant กลายเป็นตลาดที่มีแนวโน้มน่าสนใจ

บริษัท IMRC Group ประเมินว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 1.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.05 หมื่นล้านบาทในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 2.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.46 หมื่นล้านบาทในปี 2034

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า จุดที่ผู้คนกังวลเรื่องเหงื่อมากที่สุดคือบริเวณใต้วงแขน 51.3% รองลงมาคือใบหน้าและหน้าผาก 24.6% โดยความกังวลหลัก ได้แก่ คราบเหงื่อใต้วงแขนที่ทำให้สีเสื้อผ้าเปลี่ยน กลิ่นที่เกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายเหงื่อ และความเหนียวเหนอะหนะจากเหงื่อที่มีแร่ธาตุเจือปน

วิธีรับมือที่ได้รับความนิยม ได้แก่ แผ่นเช็ดเหงื่อ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ หรือ Antiperspirant และเสื้อซับในที่ช่วยระบายความชื้นและแห้งเร็ว โดยผู้บริโภคมักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบโรลออนในช่วงเช้า เนื่องจากยึดเกาะผิวได้ดี ก่อนเปลี่ยนมาใช้สเปรย์หรือแผ่นเช็ดทำความสะอาดระหว่างวัน

7 เทรนด์เขย่าตลาดดีโอโดแรนต์ญี่ปุ่น

1. ใช้เพื่อสุขอนามัย ไม่ใช่แค่กลบกลิ่น

ผลสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคในญี่ปุ่นใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประมาณ 60% ขณะที่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ และยุโรปมีสัดส่วนสูงถึง 90%

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและการดูแลสุขอนามัย โดยญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการชำระล้างร่างกายและอาบน้ำเป็นประจำ ทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายมุ่งไปที่การยับยั้งและกำจัดต้นตอของกลิ่น มากกว่าการใช้กลิ่นหอมเพื่อกลบกลิ่นตัว

ผู้บริโภคจึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยระงับเหงื่อ ยับยั้งแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นกาย และช่วยรักษาความสะอาดของผิว ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและพกพาสะดวกก็ได้รับความนิยมตามรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ

2. ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายขยายตัว

ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายในญี่ปุ่นกำลังเติบโต ผู้ชายจำนวนมากขึ้นหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ขณะที่ทัศนคติทางสังคมต่อการดูแลรูปลักษณ์ของผู้ชายเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเพิ่มขึ้น

ผู้ผลิตจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทั้งด้านกลิ่น สูตร และรูปแบบสินค้า ตั้งแต่สเปรย์ แบบแท่ง หรือ Stick ไปจนถึงแบบลูกกลิ้ง หรือ Roll-on เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค

3. ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

ผู้บริโภคญี่ปุ่นมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะ เช่น การระงับกลิ่นได้ยาวนาน ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสูตรธรรมชาติและออร์แกนิกที่ปราศจากสารเคมีรุนแรงกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

4.ตลาดมุ่งสู่สินค้าพรีเมียม

ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในญี่ปุ่นมีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น ผู้ผลิตนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้พัฒนาสูตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น เทคโนโลยีไมโครแคปซูล หรือ Micro-encapsulation ที่ช่วยปล่อยกลิ่นหอมอย่างต่อเนื่องตลอดวัน

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการ เช่น การเลือกกลิ่นที่มีเอกลักษณ์หรือสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวเฉพาะบุคคล แม้มีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป แต่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

5. สูตรธรรมชาติและออร์แกนิกมาแรง

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และปราศจากสารอลูมิเนียม หรือมีส่วนผสมจากธรรมชาติและออร์แกนิก ได้รับความสนใจมากขึ้น

ส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ได้แก่ ถ่านกัมมันต์ เบกกิ้งโซดา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหอมระเหย และสารสกัดจากดอกไม้

6. ขยายกลุ่มเป้าหมายทั้งชายและหญิง

ผู้บริโภคชายต้องการผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการเล่นกีฬา ช่วยป้องกันเหงื่อ มีกลิ่นหอมติดทนนาน และให้ความรู้สึกสดชื่น ขณะที่ผู้บริโภคหญิงให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมและความสวยงาม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติด้านความงามควบคู่กับการระงับกลิ่นกาย

ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติหรือออร์แกนิก สอดคล้องกับกระแส Clean Beauty ที่เน้นความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ยังทำให้ผู้หญิงบางส่วนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อสำหรับผู้ชายด้วย ตัวอย่างเช่น GATSBY Premium Type ของ Mandom ซึ่งมีผู้ซื้อเป็นผู้หญิงถึง 50.6% เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการระงับเหงื่อ ยึดเกาะผิวได้ดี และมีความหลากหลายของกลิ่น

7. Green Package ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลก

ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในญี่ปุ่นใช้บรรจุภัณฑ์หลัก 3 ประเภท ได้แก่ โลหะ พลาสติก และวัสดุอื่นๆ โดยในปี 2024 บรรจุภัณฑ์โลหะมีสัดส่วนสูงสุด 59.2% โดยเฉพาะกระป๋องสเปรย์ หรือ Aerosol Can ที่ได้รับความนิยมจากความทนทานและรูปลักษณ์

ขณะเดียวกัน กระป๋องอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งพกพาสะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังมีบทบาทสำคัญจากความหลากหลายในการใช้งานและความคุ้มค่า โดยผู้ผลิตเริ่มพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอบรับความต้องการด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น

เปิด 6 ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายยอดนิยมในญี่ปุ่น

เว็บไซต์ Mybest.com มีการสำรวจความนิยมของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเป็นรายเดือน โดยในเดือนสิงหาคม 2026 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดหลายรายการ ได้แก่

1. Deonatulle Soft Stone W Double Deodorant ของ Chuo Bussan International (CBIC) Co., Ltd. เป็นผลิตภัณฑ์แบบแท่งไม่มีกลิ่น ใช้งานโดยทาลงบนผิวโดยตรง มีส่วนประกอบของสารส้มเผา หรือ Baked Alum ซึ่งเป็นสารส้มธรรมชาติในรูปอนุภาคขนาดเล็ก หรือ Micronized Form ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสและการยึดเกาะกับผิว พร้อมช่วยยับยั้งเหงื่อและกลิ่นกาย โดยบริษัทฯ ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ติดอันดับ 1 ใน 10 สินค้ายอดนิยมด้วย

2. Deoco Medicated Deodorant Stick ของ Rohto Pharmaceutical Co., Ltd. เป็นผลิตภัณฑ์แบบแท่งสำหรับระงับเหงื่อและกลิ่นกาย มีส่วนประกอบของ Isopropylmethylphenol ซึ่งช่วยจัดการแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นกาย และ Aluminum Chlorohydrate ซึ่งเป็นสารระงับเหงื่อ รวมถึงน้ำหอมที่มี Lactone ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติที่ให้กลิ่นหอมหวาน จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก และสามารถทาบริเวณใต้วงแขนได้โดยตรง

3. Rexena Dry Shield Powder Stick ของ Unilever Japan Co., Ltd. เป็นผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ โดย Dry Shield Powder จะทำปฏิกิริยากับเหงื่อและเปลี่ยนสภาพเป็นเจลเพื่อยึดเกาะผิวและอุดกั้นรูขุมขนบริเวณต่อมเหงื่อ ผลิตภัณฑ์เป็นแบบแท่ง ทาง่าย ให้ความรู้สึกแห้งสบาย ไม่เหนียวเหนอะหนะ และให้ผลยาวนานตลอดวันจากการทาเพียงครั้งเดียว

4. QB Medicated Deodorant ของ Liberta Co., Ltd. เป็นผลิตภัณฑ์กึ่งยาที่มุ่งจัดการต้นเหตุของกลิ่นด้วยการกำจัดแบคทีเรีย พร้อมช่วยระงับเหงื่อและยึดเกาะผิวได้ดี มีคุณสมบัติกันน้ำและสามารถคงประสิทธิภาพได้ยาวนาน โดยผ่านการทดสอบความทนทานต่อการอาบน้ำต่อเนื่องหลายวัน

ผลิตภัณฑ์ไม่มีไตรโคลซาน พาราเบน น้ำหอม และสารแต่งสี มีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบแท่ง แบบครีม และกระปุกครีมขนาดเล็กสำหรับพกพา ขณะที่บรรจุภัณฑ์ออกแบบให้เรียบ ไม่มีลวดลาย เพื่อไม่ดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างขณะใช้งาน

5. GATSBY Premium Type Deodorant Stick สำหรับผู้ชายของ Mandom Corporation ใช้สูตร Clean Filter ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ยึดเกาะผิวได้แนบสนิท ติดผิวได้ง่ายและทนนาน แม้อยู่ในบริเวณที่มีเหงื่อหรือความมัน และไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ

6. Daijobunamono ของ Takakura Co., Ltd. เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นเหงื่อบริเวณใต้วงแขนที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกทั้งหมด มี 3 กลิ่น ได้แก่ ลาเวนเดอร์ ซิตรัส และกลิ่นอ่อนๆ

เปิดโอกาสผู้ผลิตไทยเจาะตลาดญี่ปุ่น

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อควบคุมเหงื่อซึ่งเป็นต้นตอของกลิ่นกาย รวมถึงดูแลสุขอนามัยของผิวและร่างกาย โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมต้องสามารถจัดการแบคทีเรีย ยึดเกาะผิวได้ดีและยาวนาน ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทิ้งคราบขาวหลังใช้งาน

การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิกได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาการแพ้สารเคมีและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ

สำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแนวทางดังกล่าว รวมถึงศึกษารสนิยมด้านกลิ่นหอมของผู้บริโภคญี่ปุ่น โดยควรหลีกเลี่ยงกลิ่นที่แรงเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคญี่ปุ่นมีความระมัดระวังต่อการรบกวนผู้อื่น แม้จะเป็นกลิ่นหอมก็ตาม