

KEY
POINTS
NOAA ประกาศเอลนีโญก่อตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2026 นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตาผลกระทบต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และรูปแบบพายุ หลังปรากฏการณ์นี้มีบทบาทสำคัญต่อสภาพอากาศหลายภูมิภาคของโลก
สำหรับ เอลนีโญเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ภูมิอากาศที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาคทั่วโลกได้
จากข้อมูลของ Golden Gate Weather Services, National Centers for Environmental Information และ NOAA แสดงภาวะเอนโซ (ENSO) ของทุกฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ ตั้งแต่ฤดูหนาวปี 1979–80 จนถึงการคาดการณ์ฤดูหนาวปี 2026–27 เพื่อให้เห็นการสลับกันของเอลนีโญ ลานีญา และภาวะเป็นกลาง ตลอดเกือบ 5 ทศวรรษ พร้อมเปรียบเทียบเอลนีโญที่กำลังก่อตัวในปี 2026 กับเหตุการณ์สำคัญในอดีต
ตั้งแต่ฤดูหนาวปี 1979–80 จนถึงการคาดการณ์ฤดูหนาวปี 2026–27 มหาสมุทรแปซิฟิกสลับระหว่างภาวะน้ำทะเลอุ่นกว่าปกติ (เอลนีโญ) น้ำทะเลเย็นกว่าปกติ (ลานีญา) และภาวะเป็นกลาง
แม้ตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา ลานีญาจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าเอลนีโญเล็กน้อย แต่เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงกลับสร้างผลกระทบต่อโลกในวงกว้างมากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงของเหตุการณ์มีความสำคัญมากกว่าความถี่ในการเกิด
ปี 1982–83 ก่อให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ขณะที่บางพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ เผชิญน้ำท่วม อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ฮาวายเผชิญพายุเฮอริเคนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในขณะนั้น
ปี 1997–98 ถือเป็นหนึ่งในเอลนีโญระดับรุนแรงมากที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญน้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า ขณะที่ความร้อนของมหาสมุทรในช่วงดังกล่าวคาดว่าทำให้แนวปะการังทั่วโลกเสียหายราว 16%
ปี 2015–16 เป็นเอลนีโญที่ทรงพลังอีกครั้ง สอดคล้องกับการทำสถิติอุณหภูมิโลกสูงสุดในเวลานั้น รวมถึงการเกิดพายุเฮอริเคนรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ไฟป่าในอินโดนีเซีย ภัยแล้งในเอธิโอเปียและบางส่วนของแคริบเบียน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น โดยเหตุการณ์เหล่านี้ยังช่วยอธิบายแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
NOAA ระบุว่าเอลนีโญรอบใหม่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2026 หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด
นักพยากรณ์คาดว่าเอลนีโญครั้งนี้จะทวีกำลังขึ้นตลอดฤดูหนาวปี 2026–27 ของซีกโลกเหนือ แม้ว่าความรุนแรงสูงสุดของเหตุการณ์ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด
NOAA และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า เอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่ของโลกมีสภาพอากาศเหมือนกัน แต่จะเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค และอาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และรูปแบบพายุในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ โดยผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ท่ามกลางมหาสมุทรที่ยังคงมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาว่าเอลนีโญรอบนี้จะยิ่งผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่ในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงปี 2027
ข่าวที่เกี่ยวข้อง