thansettakij
thansettakij
Krungthai COMPASS เตือน เอลนีโญ ฉุดภาคเกษตรเสียหาย 6.2 หมื่นล้านบาท

Krungthai COMPASS เตือน เอลนีโญ ฉุดภาคเกษตรเสียหาย 6.2 หมื่นล้านบาท

06 ก.ค. 69 | 10:50 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 10:50 น.

Krungthai COMPASS เตือนเอลนีโญปี 2569-2570 สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยกว่า 62,000 ล้านบาท หรือ 0.31% ของ GDP 'ข้าว'หนักสุด ผลผลิตหาย 5.4 ล้านตัน กระทบรายได้เกษตรกร โรงสี อุตสาหกรรมอาหาร

KEY

POINTS

 

  • Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงกลางปี 2570 จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท
  • "ข้าว" เป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่าผลผลิตจะลดลงถึง 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท
  • ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้เกษตรกรลดลง ธุรกิจโรงสีมีต้นทุนสูงขึ้น และอาจผลักดันให้เงินเฟ้อหมวดอาหารปรับตัวสูงขึ้น

 

Krungthai COMPASS ประเมินการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยกว่า 62,000 ล้านบาท หรือ 0.31% ของ GDP โดย "ข้าว" เป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดผลผลิตลดลง 5.4 ล้านตัน กระทบรายได้เกษตรกร ธุรกิจโรงสี และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมแนะทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

ภาคเกษตรไทยเปราะบางที่สุด รับแรงกระแทกเอลนีโญรอบใหม่ 

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภาคเกษตรไทยมีแนวโน้มเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569-2570 มากที่สุด เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำสูงถึง 75% ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ อีกทั้งยังมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น

ปัจจัยสำคัญคือพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่า 80% ยังอยู่นอกเขตชลประทานและต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและการบริหารจัดการน้ำ ทำให้ศักยภาพในการรับมือกับภัยแล้งยังอยู่ในระดับจำกัด

ภาคเกษตรไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญมากที่สุด

สัญญาณเอลนีโญกลับมาชัด ความถี่เพิ่ม ภาคเกษตรฟื้นตัวไม่ทัน

หนึ่งในสัญญาณสำคัญของการกลับมาของเอลนีโญ คือดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ที่ปรับตัวลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ -11 และ -14 ตามลำดับ หรือเฉลี่ย -13 สะท้อนว่าเอลนีโญเริ่มก่อตัวอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ ความถี่ของการเกิดเอลนีโญยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเกิดห่างกันราว 5 ปี แต่หลังปี 2558 เริ่มเกิดถี่ขึ้นเป็นทุก 3 ปี และล่าสุดเกิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทำให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวจากภัยแล้งน้อยลง

น้ำในเขื่อนภาคกลางต่ำกว่าระดับวิกฤติ เสี่ยงกระทบผลผลิตข้าว

สถานการณ์น้ำในประเทศเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล โดยข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนของภาคกลางเหลือเพียงประมาณ 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤติที่ 30%

สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาดช่วงปลายปี 2569 และข้าวนาปรังในภาคกลางที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยประมาณ 62,000 ล้านบาท

คาดเสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ข้าวเสียหายหนักสุด

Krungthai COMPASS ประเมินในกรณีฐาน (Base Case) ว่า เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยประมาณ 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของ GDP โดยพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือ ข้าว ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะลดลงถึง 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของความเสียหายทั้งหมด 

รองลงมา ได้แก่

  • อ้อย ผลผลิตลดลง 12 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 10,711 ล้านบาท
  • มันสำปะหลัง ผลผลิตลดลง 3.1 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 8,098 ล้านบาท
  • รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่อง แม้ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น 

แม้ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง แต่ Krungthai COMPASS มองว่าไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบด้านปริมาณผลผลิต

ดัชนีรายได้เกษตรกรปี 2569 คาดว่าจะลดลงประมาณ 8% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะลดลงถึง 18% ขณะที่ปี 2570 รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มลดลงต่ออีกประมาณ 2% จากทั้งผลผลิตและราคาที่เผชิญแรงกดดันพร้อมกัน

ธุรกิจโรงสีเผชิญต้นทุนพุ่ง กำไรลดลงทุกขนาด

ผลกระทบจากผลผลิตข้าวที่ลดลงจะส่งต่อไปยังธุรกิจโรงสีข้าว ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญภาวะต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกสูงขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัว Krungthai COMPASS คาดว่า ปริมาณข้าวเปลือกเข้าสู่โรงสีจะลดลงประมาณ 18% ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกปรับเพิ่มขึ้นราว 10% จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นประมาณ 8,000 บาทต่อตัน

อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวสารสามารถปรับขึ้นได้เพียงประมาณ 7% เนื่องจากข้อจำกัดด้านการแข่งขันในตลาดส่งออก ทำให้ส่วนต่างกำไรของโรงสีถูกบีบตัว ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ของโรงสีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ลดลง 0.7%, 0.6% และ 0.3% ตามลำดับ

กระทบเศรษฐกิจไทยผ่านรายได้เกษตรและต้นทุนอาหาร

ผลกระทบของเอลนีโญจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ รายได้ภาคเกษตรที่ลดลงจากผลผลิตหดตัว ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อของครัวเรือน และต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป รวมถึงมีโอกาสผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารให้ปรับตัวสูงขึ้น

Krungthai COMPASS เสนอให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภาคธุรกิจควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่านระบบ Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ (Climate Tech) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 

ส่วนเกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) เลือกใช้พันธุ์พืชทนแล้ง และติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ขณะที่ภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเกษตรไทยในระยะยาว