
“สุริยะ” ลุยเอลนีโญ สั่งชลประทานกักน้ำทุกหยด รับมือฝนทิ้งช่วง
“สุริยะ” สั่งกรมชลฯ เดินหน้ารับมือเอลนีโญ เฝ้าระวังฝนทิ้งช่วง เร่งบริหารน้ำทั่วประเทศ เก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด สร้างน้ำต้นทุนรับแล้งปี 70
KEY
POINTS
- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนทิ้งช่วงที่อาจทำให้ฝนน้อยกว่าปกติ
- เน้นย้ำให้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด โดยทบทวนเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ (Rule Curve) เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 2570
- สั่งเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารชลประทานในพื้นที่เสี่ยง
- เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำให้เกษตรกรและประชาชน เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) แล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติและมีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วง จึงได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรและประชาชน
อัปเดตสถานการณ์น้ำในเขื่อน
ปัจจุบัน (23 มิถุนายน 2569) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 42,636 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯรวมกัน และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 34,118 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,953 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯรวมกัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้ม “เอลนีโญ” ที่จะทวีความรุนแรงขึ้น อาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่า และสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้าและปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
รวมทั้งการทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับเป็นน้ำต้นทุนรองรับความต้องการใช้น้ำในด้านต่าง ๆ ทั้งการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ได้อย่างเพียงในช่วงฤดูแล้งหน้า
เร่งสำรองน้ำรับฤดูแล้ง ปี 70
พร้อมกันนี้ ยังให้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสนับสนุนต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569
นอกจากนี้ ยังได้เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำ รวมถึงแนวโน้มสภาพอากาศให้เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง และช่วยลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
ที่สำคัญขอให้ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วง รวมถึงดูแลให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งปี 2570







