environment

เอเชียเผชิญภัยพิบัติรุนแรงปี 2025 งานวิจัยชี้โลกร้อนเร่งพายุคร่าชีวิต

In Brief

  • ในปี 2025 ทวีปเอเชียเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย และพายุไต้ฝุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในหลายประเทศ
  • พายุไซโคลนคู่ "ดิตวาห์" และ "เซนยาร์" ที่พัดถล่มอินโดนีเซียและมาเลเซีย ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,800 คน
  • งานวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้พายุมีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น

จำนวนผู้เสียชีวิตในพื้นที่กว้างใหญ่ของเอเชียดูเหมือนจะเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี โดยตลอดทั้งปี 2025 มีผู้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น และน้ำท่วม ซึ่งหลายเหตุการณ์ดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งขึ้นจากปัญหาการทุจริตหรือความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของมนุษย์

แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมในเมียนมา คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 3,600 คน ทำให้ประชาชนราว 200,000 คนต้องพลัดถิ่น และยังส่งผลให้อาคารระฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มข้ามพรมแดนไปถึงกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ห่างไกล

ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีกหลายสิบคน ขณะเดียวกัน ในหลายประเทศตั้งแต่ศรีลังกา ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ไปจนถึงฟิลิปปินส์ เหตุอุทกภัย ดินถล่ม และไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นตลอดปี ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน และคร่าชีวิตมากกว่า 1,600 คน

และเมื่อไฟเข้ามาซ้ำเติม โศกนาฏกรรมปิดท้ายปีเกิดขึ้นจากเหตุอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่อาคารอพาร์ตเมนต์หวังฟุกคอร์ต ในย่านไท่โป เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภาพไฟลุกไหม้ขนาดใหญ่ถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก รายงานระบุว่า ระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีส่วนทำให้ความสูญเสียรุนแรงขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 160 คน และกลายเป็นหนึ่งในอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองนี้

ความสูญเสียจากภัยพิบัติยังทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เมื่อฝนมรสุมตกหนักและพายุรุนแรงก่อให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายประเทศของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พายุไซโคลนเขตร้อน 2 ลูกที่เกิดซ้อนกัน ได้แก่ ดิตวาห์ และเซนยาร์ พัดถล่มภูมิภาคสุมาตราของอินโดนีเซีย และคาบสมุทรมาเลเซียพร้อมกัน

ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,800 คน และประชาชนราว 1.2 ล้านคนตกอยู่ในภาวะติดค้าง เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคหลัง และเกิดขึ้นในภูมิภาคที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคยกับฝนมรสุมรุนแรงมาโดยตลอด

งานวิจัยล่าสุดของกลุ่ม World Weather Attribution ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีบทบาทสำคัญในการ “เร่งพลัง” พายุไซโคลนอย่างดิตวาห์และเซนยาร์ให้เกิดบ่อยขึ้น และทำให้ปริมาณฝนที่เกี่ยวข้องทวีความรุนแรงมากขึ้น พายุดังกล่าวก่อตัวเหนือผิวน้ำมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ผิวน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวจะเย็นกว่านี้ถึง 1 องศาเซลเซียส

เมื่อผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้น อากาศเหนือผิวน้ำก็อุ่นขึ้นตาม ส่งผลให้ไอน้ำถูกพาขึ้นสู่ระดับสูงเพื่อก่อตัวเป็นเมฆ ขณะที่บริเวณด้านล่างเกิดความกดอากาศต่ำ ดึงอากาศจากรอบข้างไหลเข้ามามากขึ้น ยิ่งอากาศมีอุณหภูมิสูงเท่าใด ก็ยิ่งสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น โดยทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส อากาศจะสามารถกักเก็บความชื้นได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 กลไกดังกล่าวทำให้พายุและฝนมรสุมในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มรุนแรงและสร้างความเสียหายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ