ศาลฯ รับฟ้อง"ปริเยศ" จ่อไต่สวน กกพ. ปมร่างสัญญาทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง

23 พ.ย. 2566 | 10:51 น.

ศาลฯ รับฟ้อง"ปริเยศ" จ่อไต่สวน กกพ. ปมร่างสัญญาทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง หลังยื่นฟ้องนายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นจำเลยกับพวกรวม 4 คน ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายดำรงค์ ทองยืน ทนายความในคดีที่นายปริเยศ อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ พรรคไทยสร้างไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นจำเลยกับพวกรวม 4 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีค่าไฟฟ้าแพง เปิดเผยว่า 

ศาลฯได้พิจารณาและตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คำฟ้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 จึงได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องและได้นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2567 เวลา 9.30 น.

สำหรับนายปริเยศนั้น เป็นโจทก์ฟ้องนายเสมอใจและพวก 4 คน ประกอบด้วย นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ,นายกุลิศ สมบัติศิริ ในฐานะประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ในฐานะผู้ว่าการ กฟผ. เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริต ฯ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา

โดยในคำฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้ง 4 คนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารกิจการไฟฟ้า เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดหาไฟฟ้า ออกประกาศและเชิญชวนรับซื้อไฟฟ้า รวมทั้งกำกับดูแลและเป็นผู้มีส่วนในการกำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าและการแผนการลงทนในกิจการไฟฟ้า

ศาลฯ รับฟ้อง"ปริเยศ" จ่อไต่สวน กกพ. ปมร่างสัญญาทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพง

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า คำบรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยให้ความเห็นชอบให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ช่วงปี 2563-2580 อยู่ที่ 56,431 เมกะวัตต์ 

สัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้ก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนมากที่สุดอยู่ที่ 53% ประมาณการค่าไฟฟ้าขายปี ณ ปี 2580 อยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วยหรือการขึ้นราคาค่าไฟฟ้าสูงเกิน ถือเป็นการกระทำที่มิชอบหรือละเลยปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ในคำฟ้องระบุจำเลยการทำสัญญาซื้อขายระหว่างเอกชนกับ กฟผ. จำนวนมากเกินความจำเป็นและมีข้อสัญญาทำให้รัฐเสียเปรียบ และทำให้สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่า 51% เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 56 ที่บัญญัติว่า 

รัฐต้องจัดหรือดำเนินให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง และรัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51% มิได้ นอกจากนี้รัฐต้องดูแลมิให้เก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร
 
นายดำรงค์ กล่าวถึงการไต่สวนมูลฟ้องด้วยว่า เป็นกระบวนการขอศาลเพื่อวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยทั้ง 4 ต้องหาตามบทบัญญัติ ป.วิ.อาญา มาตรา 2(12) ประกอบกับชั้นตรวจฟ้องคดีนี้ ศาลได้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดตามเอกสารที่โจทก์ส่งต่อศาลประกอบการสั่งฟ้องด้วย ในการไต่สวนมูลฟ้อง ตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ศ.2559 ให้สิทธิแก่จำเลยทั้ง 4 ที่จะแถลงให้ศาลทราบในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญ และให้นายปริเยศ นำพยานเข้าเบิกความตามกำหนดในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป