

KEY
POINTS
กางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 65-89% ในช่วงปลายแผน เพื่อสนับสนุนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ในปี 2593 โดยพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเติบโตต่อเนื่องไปที่ 57,273 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 และพุ่งสูงขึ้นถึง 79,696 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 จากแรงหนุนของการเติบโตในกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า(EV)
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านพลังงาน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในฐานะแกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้ากลุ่ม ปตท.ได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการโซลูชันพลังงานอย่างครบวงจร สอดรับกับแผน PDP 2026 ฉบับใหม่ที่จะประกาศออกมา โดยการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน และเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศ
นางสาวสุกิตตี ไชยรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสการเงินองค์กร และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า GPSC เดินหน้าเร่งขยายพอร์ตธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลและชิงส่วนแบ่งการพัฒนาโครงการไฟฟ้าภายใต้แผน PDP 2026 ฉบับใหม่ ที่คาดว่าตลอดแผนจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอยู่ที่กว่า 50,000 เมกะวัตต์ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีความพร้อมทางเงินทุน เข้ามามีบทบาทในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale Solar) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) พลังงานลม รวมถึงการแสวงหาแหล่งพลังงานสะอาดฐาน (Base Load) รูปแบบใหม่ที่มีเสถียรภาพสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ GPSC วางเป้าหมายเข้าแข่งขันประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2026 (Participation Bidding Target) ให้ได้ไม่น้อยกว่า 25% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด โดยครอบคลุมทั้งการแข่งขันในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Solar, Wind, Hydro, ESS Battery) โครงการโรงไฟฟ้าฐานเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (Conventional Power) เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ยุคที่ 4 ที่ได้เตรียมความพร้อมเป็นผู้พัฒนา SMR ภาคเอกชนรายแรกในประเทศไทย ขนาดประมาณ 200-300 เมกะวัตต์ต่อพื้นที่ (MW/site)
นอกจากนี้ GPSC ยังคงมุ่งเน้นการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนหลักอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และระบบทำความเย็น ผ่านการดำเนินงานของบริษัท เกทส์ จำกัด (Getz) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GPSC ถือหุ้น 100% โดยวางเป้าหมายให้ Getz ดำเนินธุรกิจในฐานะ “Partner of Choice in Innovative Clean Energy Solution” เพื่อคว้าโอกาสจากแรงหนุนของ PDP 2026 ที่มุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดแบบบูรณาการ (Integrate Solutions) ครอบคลุมตั้งแต่การเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและบริหารจัดการระบบ (EPC+O&M) การให้บริการพลังงานในรูปแบบ Energy as a Service (EaaS) การให้บริการระบบทำความเย็น หรือ Cooling as a Service (CaaS) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชนโดยตรง (Private PPA) โดยตั้งเป้าหมายสร้างรายได้หลังปี 2573 เป็นต้นไปอยู่ที่ระดับ 13,000 ล้านบาทต่อปี และวางเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาด 30% ของความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมของประเทศ หรือคิดเป็นกำลังการผลิตเป้าหมายสูงสุด 15,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593
“ในส่วนของธุรกิจโซลาร์ (EPC+PPA) ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เติบโต 10 เท่า หรือราว 60,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท พุ่งสู่ 60,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจระบบทำความเย็น (Cooling) ตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตเติบโต 5 เท่า สู่ระดับ 100,000 RT ภายในปี 2573 จากปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 21,400 RT เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานเย็นในอาคารมิกซ์ยูส อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ และศูนย์ข้อมูล Data Center ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานเย็นปริมาณมหาศาลในการระบายความร้อนของเครื่องเซิร์ฟเวอร์”
นางสาวสุกิตตี กล่าวอีกว่า จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ทั้งในประเทศไทยและอินเดีย สำหรับโอกาสในประเทศไทย GPSC วางเป้าหมายรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center รวมมากกว่า 300 เมกะวัตต์ (Target > 300 MW) โดยปัจจุบันมีโครงการ Data Center อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาจำนวน 3-4 โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง GPSC มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันจากโครงข่ายระบบสาธารณูปโภคเดิมในพื้นที่ที่มีกำลังการผลิตพร้อมจ่ายรองรับได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ พร้อมจุดเด่นด้านตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมต่อกลุ่ม cluster ของ Data Center, ความมั่นคงสูงของระบบจ่ายไฟฟ้าและนํ้าดิบ รวมถึงความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาด
ปัจจุบัน GPSC มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ผูกพันตามสัญญาถึงปี 2573 แล้ว 13,666 เมกะวัตต์ เป็นในส่วนของพลังงานหมุนเวียนราว 9,639 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ 63% พลังงานลม 5% พลังนํ้า 3% และพลังงานขยะ 0.1% ขณะที่สัดส่วนการผลิตจากก๊าซธรรมชาติเหลือ 22% ถ่านหินเหลือ 6% และกากนํ้ามัน( Pitch) 2% โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 7,421 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ สัดส่วนราว 40% โรงไฟฟ้าถ่านหินสัดส่วน 11% และพลังงานหมุนเวียน 49% และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและกำลังพัฒนา พัฒนา 6,245 เมกะวัตต์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง