

KEY
POINTS
การประกาศแผนเดินหน้าขยายธุรกิจ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาบนเวทีระดับโลกของ “Earthology Studio” สะท้อนความพร้อมในการพลิกอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยด้วยโมเดลธุรกิจที่จับต้องได้จริง ผ่านระบบนิเวศความร่วมมือข้ามภาคส่วน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรองรับดีมานด์ความยั่งยืนทั้งในประเทศและตลาดสากลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นางกฤติกา ชัยวิไล ผู้ก่อตั้ง Earthology Studio และรองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (Thai Taffeta) กล่าวว่า ความสำเร็จเชิงโครงสร้างของ Earthology Studio ในฐานะแบรนด์สิ่งทอหมุนเวียน ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากบริษัทแม่คือ บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (Thai Taffeta) โรงงานสิ่งทอครบวงจรในจังหวัดระยองที่มีอายุยาวนานกว่า 34 ปี
ซึ่งเป็นผู้ผลิต OEM ให้แบรนด์กีฬากลางแจ้งระดับโลกอย่าง The North Face และ Jansport ฯลฯ ด้วยจุดแข็งที่มีความพร้อมด้าน R&D กำลังผลิตขนาดใหญ่ แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยจะเผชิญสภาวะเศรษฐกิจและการย้ายฐานผลิตของคู่ค้าบางส่วนไปยังเวียดนามเนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลดจำนวนของโรงตัดเย็บในประเทศ
บริษัทแม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการร่วมทุน 10-20% กับพันธมิตรตั้งฐานการผลิตในเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าไทย 10-20% เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า และพันธมิตรจากจีนยังร่วมลงทุนในแบรนด์ Earthology Studio 25% เพื่อผสานเทคโนโลยีในการพัฒนาแบรนด์ร่วมกัน
โครงสร้างที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำนี้ส่งผลให้ Earthology Studio สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอราคาผลิตภัณฑ์สิ่งทอรีไซเคิลได้ถูกกว่าราคาตลาดทั่วไปประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
นางกฤติกา กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ Earthology Studio มุ่งเน้นการเติบโตผ่านตลาด B2B เป็นหลัก โดยยอดขายกว่า 80% มาจากกลุ่มลูกค้าองค์กร ปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 40 ราย อาทิ SCG Chemicals, Frasers Property และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดขององค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องการดำเนินแนวทาง ESG แต่ขาดเครื่องมือประเมินและบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
แบรนด์จึงเปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยีหมุนเวียนอัจฉริยะ 'trACE' บนเวที Techsauce Global Summit 2026 โดยทำงานผ่านระบบหมุนเวียน 8 โมดูล ชูจุดเด่นคือโมดูล WAM (Waste Audit Management) ที่ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์และประเมินขยะสิ่งทอของแต่ละองค์กรเพื่อจับคู่เข้ากับโซลูชันการอัปไซเคิล (Upcycling)
สำหรับผลิตเป็นยูนิฟอร์ม กระเป๋า หรือของชำร่วยพรีเมียมได้อย่างเหมาะสมที่สุด [4] แพลตฟอร์มยังบันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับได้แบบครบวงจร (Sourced, Matched, Regenerated, Made, Verified) เพื่อคำนวณปริมาณขยะและคาร์บอนที่ลดลง ตลอดจนรายได้ที่ส่งคืนสู่ชุมชน โดยคำนวณและแสดงผลลัพธ์เป็นตัวเลขเพื่อออกรายงาน ESG ที่พิสูจน์ได้จริงตามมาตรฐานสากล
การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม (Cross-Industry Ecosystem Synergy) ภายใต้แนวคิด Active Partnership และปรัชญา Better as a Whole ถือเป็นเสาหลักที่แบรนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันแบรนด์ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นกว่า 70 ชุมชนทั่วประเทศผ่านการประสานงานกับ สสท. เพื่อยกระดับวัสดุเหลือใช้ท้องถิ่น เช่น กระจูด ปอ เสื่อ และดินธรรมชาติให้เป็นวัตถุดิบสิ่งทอมาตรฐานสากล
เช่น กลุ่มป้าจุก ชุมชนในจันทบุรี ที่นำเรซิ่นแปรรูปจากขยะอวนประมงชายฝั่งของโครงการ SCGC Nets Up มาฉีดเป็นเส้นด้ายและสานทอร่วมกับวัสดุธรรมชาติเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเสื่อและกระเป๋าชุมชน ขณะที่ในจังหวัดขอนแก่นได้ร่วมพัฒนาการย้อมสีธรรมชาติจากดินแดงของพื้นที่ เพื่อสร้างสรรค์เฉดสีส้มธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์และเพิ่มราคาให้แก่ชิ้นงาน
แบรนด์ยังส่งเสริมการแปรรูปเส้นใยเฮมพ์ (กัญชง) ร่วมกับชุมชนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยยึดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากสารพิษตกค้างจนเด็กเล็กสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้ การทำงานดังกล่าวช่วยจัดวางระบบรับซื้อและโครงสร้างรายได้ที่มั่นคงเป็นธรรม เพื่อคืนความภาคภูมิใจและนำภูมิปัญญาชุมชนก้าวสู่เวทีการค้าโลก โดยปีหน้าเตรียมจัดตั้งระบบตลาดดิจิทัล (Marketplace) และพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการสินค้าหมุนเวียนชุมชนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านด้านการค้าครบวงจร
นางกฤติกา กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการเติบโตในปีหน้า Earthology Studio เตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบรนด์ตั้งเป้าหมายสร้างยอดขายรวมเติบโตจาก 25-30 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ ทะยานสู่ 100 ล้านบาทในปีหน้า โดยขับเคลื่อนผ่านการเปิดร้านค้าสาขาเรือธง (Flagship Store) จำนวน 1-2 สาขา ในทำเลเชิงวัฒนธรรม เช่น ย่านทรงวาด เป็นต้น
“การเลือกทำเล มุ่งเน้นสะท้อนตัวตนของแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการเปิดร้านในศูนย์การค้าทั่วไป โดยเตรียมความพร้อมของผลิตภัณฑ์เพื่อวางจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 50 รายการ (SKU) แบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ ยูนิฟอร์มองค์กร, ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ (หมวกและกระเป๋า) และกลุ่มของขวัญองค์กร
นอกจากการขยายช่องทางค้าปลีกแล้ว แบรนด์ยังมีแผนลงทุนเทคโนโลยีที่สำคัญในสิ้นปีหน้าด้วยการนำเข้าเครื่องจักร "เครื่องสับผ้า" เพื่อรับยูนิฟอร์มที่ผ่านการใช้งานจากองค์กรกลับเข้าสู่กระบวนการแปรรูปรีไซเคิลเป็นเส้นใยใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดระบบ Closed-loop Circular System ที่สมบูรณ์แบบเป็นรายแรกๆ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยที่สามารถหมุนเวียนทรัพยากรได้อย่างแท้จริง
นางกฤติกา กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดในระยะยาว (Ultimate Goal) ของ Earthology Studio ว่า คือการเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการและจดทะเบียนขยะสิ่งทอให้กับองค์กรทั่วโลก ผ่านระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อจับคู่ขยะและกระจายรายได้สู่ชุมชนในแต่ละประเทศตามสโลแกน Better as a Whole
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตสู่ระดับ 500 ล้านบาทภายในปี 2571 แบรนด์ได้ประกาศโรดแมปการขยายตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเตรียมเปิดตัวร้านค้าชั่วคราว (Pop-up Store) ในย่านหลักของนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นปี 2571 เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติที่มีความเข้าใจในประเด็นความยั่งยืนสูง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง