

KEY
POINTS
ตลาดบ้านหรูไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทำเลและดีไซน์อีกต่อไป เมื่อความต้องการของลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญกับทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตมากขึ้น ทำให้ ESG และ Wellness กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการของ บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการออกแบบ การเลือกวัสดุ ระบบพลังงาน ระบบรองรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า A5 ก้าวจากผู้พัฒนาอสังหาฯ สู่ Luxury Living Ecosystem ดูแลครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง ส่งมอบ จนถึงหลังการขาย เพราะเชื่อว่า ESG กับกลยุทธ์ธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวคือ เติบโตอย่างมีคุณภาพ แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว
ผู้บริหาร A5 มองว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวด้าน ESG อย่างมาก โดยต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนตั้งแต่เริ่มพัฒนาโครงการ เนื่องจากการก่อสร้างหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียมสร้างความเดือดร้อนและรำคาญให้กับชุมชนโดยรอบได้ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการก่อสร้าง เช่น การถมดิน
โครงการหนึ่งส่วนใหญ่มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10-20 ไร่ มีรถดินวิ่งเป็นจำนวนมาก จึงต้องบริหารจัดการเรื่องฝุ่นให้ดี โดยเฉพาะฝุ่น PM ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้าง
ผู้บริหาร A5 ระบุว่า การบริหารจัดการผลกระทบจากการก่อสร้างย่อมทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะมองว่าการเติบโตจะต้องเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ถ้าอยากเติบโต แต่ไม่ยั่งยืน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าชุมชนสามารถอยู่ได้ดี เราก็สามารถเป็นมิตรและพึ่งพาอาศัยกันกับชุมชนได้
สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่จริง ผู้บริหาร A5 ยกตัวอย่าง โครงการ VANA Ratchapruek - Westville ซึ่งตั้งอยู่ติดทั้งวัดและโรงเรียน โดยบริษัทเข้าไปจัดการเรื่องฝุ่นและเสียงให้กับชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันบริษัทยังเข้าไปช่วยพัฒนาชุมชนและโรงเรียน เช่น ทาสีโรงเรียน สอนนักเรียนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ รวมถึงช่วยติดตั้งแอร์ เพื่อสร้างการพึ่งพาอาศัยกันในพื้นที่
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมรอบโครงการ ขณะที่ในด้านวัสดุก่อสร้าง บริษัทให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
A5 ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 บริษัทจะใช้ Sustainable Materials ในสัดส่วน 80% โดยผู้บริหารอธิบายว่า เป้าหมายดังกล่าวครอบคลุมวัสดุและองค์ประกอบต่าง ๆ ในโครงการ เนื่องจากมองว่าทุกอย่างเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน
วัสดุประเภทไม้ ซึ่งถือเป็นคู่ค้าของเรา บริษัทจะเลือกเฉพาะโรงงานที่มีการปลูกต้นไม้ทดแทน หากเป็นการตัดไม้แล้วไม่ได้ปลูกทดแทน บริษัทจะไม่เลือกใช้ และหากสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ไม้ได้ ก็จะเลือกใช้วัสดุทดแทน
ผู้บริหารยอมรับว่า เป้าหมาย Sustainable Materials 80% ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้วัสดุอย่างเหล็ก อิฐ หิน และปูน เนื่องจากวัสดุเหล่านี้ยังจำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้าง ขณะที่การเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 80% มีทั้งส่วนที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและลดลง โดย Sustainable Materials ครอบคลุมตั้งแต่ไม้ วัสดุ สี ไปจนถึงเครื่องปรับอากาศ
สำหรับเครื่องปรับอากาศ บริษัทเลือกใช้น้ำยาที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ระบบปั๊มน้ำเลือกใช้ระบบอินเวอร์เตอร์เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการติดตั้งแผงโซลาร์ในโครงการ
A5 ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์เป็นมาตรฐานของบริษัทตั้งแต่ปี 2026 โดยทุกโครงการจะมีโซลาร์ ขณะเดียวกันมีการเตรียมความพร้อมเรื่อง EV ในทุกโครงการ แม้ลูกค้าจะยังไม่มีรถยนต์ไฟฟ้า ก็มีการติดตั้งเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต
สำหรับ A5 บริษัทมีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน โดยตั้งเป้าใช้ Sustainable Materials 80% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 ผู้บริหาร A5 กล่าวว่า เป้าหมายระยะยาวที่บริษัทประกาศไว้อย่างชัดเจนคือการมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 โดยวาง Roadmap เพื่อให้การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวอยู่บนฐานข้อมูลที่สามารถวัดและตรวจสอบได้จริง
ในปี 2569 A5 ให้ความสำคัญกับการจัดทำ Greenhouse Gas Inventory โดยเก็บข้อมูลกิจกรรมและการใช้พลังงานจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานโครงการ เพื่อนำมาคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 รวมถึงกำหนดปีฐานขององค์กร
จากนั้นในปี 2570 บริษัทจะต่อยอดจากข้อมูลดังกล่าวไปสู่กิจกรรมลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในสำนักงานใหญ่และสำนักงานโครงการ พร้อมทวนสอบข้อมูลและเปิดเผยผลการดำเนินงาน
ส่วนในปี 2571 จะนำผลที่ผ่านการทวนสอบมาใช้ประกอบการกำหนดแผนและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะต่อไป
ผู้บริหาร A5 ระบุว่า บริษัทไม่ได้รอให้ระบบข้อมูลเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงเริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ได้ดำเนินการในระดับโครงการแล้ว ทั้งการติดตั้ง Solar Rooftop การเลือกใช้วัสดุประหยัดพลังงานและลดความร้อน รวมถึงเป้าหมายการใช้ Sustainable Materials 80% ภายในปี 2030
นอกจากนี้ ผู้บริหาร A5 สรุปเส้นทางการดำเนินงานของบริษัทว่าเป็น Measure, Manage, Reduce, Verify และ Disclose หรือ วัดผล บริหารจัดการ ลด ทวนสอบ และเปิดเผยผลการดำเนินงาน โดยเริ่มจากการจัดทำ Greenhouse Gas Inventory และนำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้กำหนดแนวทางลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากนั้นทวนสอบข้อมูลและเปิดเผยผลการดำเนินงาน ก่อนนำผลที่ผ่านการทวนสอบมาใช้กำหนดแผนและเป้าหมายในระยะต่อไป
เราไม่ได้ต้องการมีเพียงเป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 แต่ต้องการสร้างเส้นทางไปถึงเป้าหมายนั้นที่วัดผลและตรวจสอบได้จริง
ในมุมมองของ A5 การดำเนินธุรกิจด้าน ESG และความยั่งยืนสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว โดยผู้บริหารมองว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่เรื่อง Trust หรือความไว้วางใจ รวมถึง Integrity และความใส่ใจ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรแล้ว ยังมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ
A5 เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีการประเมินด้าน ESG โดยเราได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2570 จะยกระดับผลการประเมิน ESG ให้ถึงระดับคะแนน 4.00
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของ A5 คือการนำ ESG มาเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางการเงิน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทได้รับการสนับสนุน Transition Loan จากธนาคารกรุงไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ผู้บริหาร A5 ยังมองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ESG สามารถเชื่อมโยงจากการดำเนินงานไปสู่ Financial Strategy ได้จริง เพราะเมื่อโครงการมีองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน มีการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และองค์กรมีเป้าหมายและข้อมูล ESG ที่สามารถติดตามได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืน
สำหรับกลยุทธ์ของ A5 บริษัทมอง Transition Loan และ Sustainability-linked Financing เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการบริหารโครงสร้างเงินทุนในระยะยาว โดยต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ เงื่อนไขของสถาบันการเงิน และความคุ้มค่าทางธุรกิจ
ผู้บริหาร A5 ระบุว่า การนำ ESG มาเชื่อมโยงกับการเงินช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท โดยก่อนหน้านี้บริษัทเคยได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 5% ต้น ๆ หรือ 5.25% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 4.25% จากการได้รับการสนับสนุนด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
สำหรับกรณีของธนาคารกรุงไทย ผลิตภัณฑ์ที่ A5 ได้รับคือ Transition Loan เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เป็นธุรกิจที่เป็น Green 100% จากลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยธนาคารพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของบริษัท ตั้งแต่วัสดุที่เลือกใช้ การติดตั้งโซลาร์ ไปจนถึงการลดผลกระทบด้านฝุ่นและเสียงต่อชุมชน
ลดต้นทุนทางการเงินของเราได้ค่อนข้างเยอะ
สำหรับแนวทางต่อไป A5 ตั้งเป้าจะขอสินเชื่อ transition loan ทุกโครงการ ทั้งนี้แล้วแต่สถาบันการเงินไหนจะมี product ในลักษณะนี้รองรับบ้าง
การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีเพียงเรื่องภาพลักษณ์หรือการสร้างความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่บริษัทต้องลงมือทำจริง เพราะต้องการให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
เมื่อถามถึงนโยบายหรือการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะช่วยให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวได้เร็วขึ้น ผู้บริหาร A5 มองว่าภาครัฐมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอยู่แล้ว หากภาครัฐออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากถามถึงการสนับสนุนที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้มากขึ้น ผู้บริหาร A5 มองว่าประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุน เนื่องจากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
ถ้ามีการกำหนดให้ทุกโครงการต้องใช้วัสดุหรือดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และถ้าไม่ดำเนินการจะมีต้นทุนหรืออัตราที่แตกต่างกัน ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการ
ผู้บริหาร A5 มองว่า ในภาพรวม ESG มีทั้งเรื่องความไว้วางใจของลูกค้าและการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สิ่งที่บริษัทดำเนินการและสร้างความแตกต่างจากโครงการอื่นสามารถส่งผลต่อธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกเข้ามาอยู่ในโครงการของ A5
หนึ่งในตัวอย่างคือการจัดสรรพื้นที่สีเขียวในการพัฒนาโครงการ โดยการพัฒนาโครงการจะต้องผ่านคณะกรรมการจัดสรร และมีข้อกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 5% ของพื้นที่ขายทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม A5 ระบุว่าบริษัทจัดสรรพื้นที่สีเขียวมากกว่าเกณฑ์ดังกล่าว โดยตั้งแต่โครงการแรกอย่าง (VANA Residence Rama 9 – Srinakarin) บริษัทได้จัดให้มีต้นไม้ใหญ่ 300 ต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เพราะต้องการให้พื้นที่โครงการมีบรรยากาศที่แตกต่าง เปรียบเสมือนเมื่อกลับเข้าบ้านแล้วได้เข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และสามารถพักผ่อนกับพื้นที่สีเขียวได้
ในมุมของความต้องการลูกค้า ผู้บริหาร A5 กล่าวว่า เรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากขึ้น โดยหากโครงการไม่มีเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกโครงการของลูกค้า
ลูกค้าที่เข้ามาดูโครงการมีการสอบถามโดยตรงว่าบ้านสามารถติดตั้งโซลาร์ได้หรือไม่ รวมถึงสอบถามเรื่องระบบรองรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยบางรายลงรายละเอียดถึงขนาดสายไฟที่ต้องใช้ หากเป็นการชาร์จแบบ Fast Charge บริษัทจึงต้องเตรียมระบบให้รองรับไว้
ผู้บริหาร A5 กล่าวว่า แม้ลูกค้าจะพิจารณาดีไซน์และทำเลของโครงการ แต่สิ่งที่ลูกค้าสอบถามเป็นลำดับต้น ๆ คือมีโซลาร์หรือไม่ และมีงานระบบที่รองรับการติดตั้งหรือไม่
สำหรับระบบโซลาร์ A5 มีหนึ่งในพันธมิตรคือ บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL และปัจจุบันบริษัทมีบริการโซลาร์พร้อมทีมติดตั้ง โดยขนาดการติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 5 kW (กิโลวัตต์) ขึ้นอยู่กับขนาดของบ้าน
สำหรับบ้านขนาดใหญ่ ระบบ Solar Rooftop สามารถออกแบบและเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้พลังงานได้ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับพื้นที่หลังคาที่สามารถรองรับแผงโซลาร์ รวมถึงข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง
ถ้าเป็นบ้านขนาดใหญ่ เช่น โครงการ CINQ ROYAL ก็สามารถติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมได้ หากลูกค้ามีระบบขนาด 5 kW (กิโลวัตต์) และต้องการเพิ่มเป็น 12 kW (กิโลวัตต์) ก็สามารถทำได้ โดยจะต้องเพิ่มอีก 7 kW (กิโลวัตต์) และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สำหรับตลาดบน ความต้องการของลูกค้าไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม แต่ยังให้ความสำคัญกับ Wellness ซึ่งผู้บริหาร A5 มองว่าเชื่อมโยงกับ ESG เพราะลูกค้าให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
ในการออกแบบบ้าน บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในบ้าน โดยมีการคำนวณเรื่องฝุ่นและติดตั้งระบบ Air Quality รวมถึง Airflow System ที่ตรวจวัดอากาศภายในบ้าน
หากระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ภายในบ้านสูงเกิน 800 ppm ระบบจะเติมอากาศใหม่จากภายนอกเข้ามา ลูกบ้านส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะลูกค้าในตลาดบนที่ให้ความสำคัญกับ Wellness รวมถึงพลังงานทดแทน
ผู้บริหาร A5 อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวคิด Wellness เริ่มตั้งแต่การออกแบบตัวบ้าน ทั้งเรื่องการถ่ายเทอากาศ ขนาดห้อง การจัดวางหน้าต่างและช่องแสง รวมถึงทิศทางของบ้าน ต้องหันไปในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้ดี และมีระบบถ่ายเทอากาศเข้ามาช่วยเสริม
เป้าหมายของเราคือทำให้ Luxury Living และ Sustainable Living เดินไปด้วยกัน โดยลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความหรูหรา คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก โครงการต่าง ๆ ของ A5 มีห้องยิม ห้องเล่นโยคะ และห้องออกกำลังกาย ขณะที่แนวคิด Wellness ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องร่างกาย แต่รวมถึงด้านจิตใจด้วย
บ้านหลายโครงการที่เริ่มตั้งแต่ปี 2025 ใช้กระจก 2 ชั้น ซึ่งนอกจากช่วยเรื่องฝุ่นและความเสี่ยงแล้ว ยังเป็นการให้คุณค่ากับความสงบ โดยยังให้ความสำคัญกับระบบแอร์ เสียง และคุณภาพน้ำ สำหรับระบบน้ำ บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยน้ำประปาก่อนเข้าสู่บ้านจะมีระบบกรองหยาบ 1 ชั้น
ส่วนการจัดการขยะ บริษัทมีการบริหารจัดการและทำงานร่วมกับเทศบาล ซึ่งเทศบาลจะเข้ามาเก็บขยะตามรอบ ขณะที่การคัดแยกขยะเป็นส่วนที่ต้องขอความร่วมมือจากลูกบ้าน
นอกเหนือจากการออกแบบบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวก A5 ยังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเสริมบริการด้าน Wellness ให้กับลูกบ้าน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช ต่อยอดบริการ Holistic Wellness สำหรับลูกบ้าน ครอบคลุมบริการด้านสุขภาพและการดูแลที่เชื่อมโยงกับการอยู่อาศัยมากขึ้น
บริการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการส่งรถฉุกเฉินและ Hotline โดยตรง รวมถึงการตรวจสุขภาพ ทั้งการตรวจสุขภาพทั่วไปและด้าน Anti-aging
แนวทางด้าน Wellness ของบริษัทมีทั้งสิ่งที่ A5 ดำเนินการใส่เข้าไปในโครงการผ่านการออกแบบและระบบต่าง ๆ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรเพื่อเสริมบริการให้ลูกบ้าน ทั้งด้าน Physical และ Mental
ในด้านการต่อยอด Wellness A5 นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและออกแบบที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีมาต่อยอดผ่าน A5 Design พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม Wellness เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
A5 Design ให้บริการครอบคลุมทั้งงานออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง ตกแต่ง และต่อเติม โดยจากเดิมที่ให้บริการกับโครงการและลูกบ้านของ A5 ปัจจุบันเริ่มขยายการรับงานจากภายนอก รวมถึงกลุ่ม Hospitality และ Wellness หนึ่งในโครงการสำคัญคือความร่วมมือกับ Let’s Relax ในการพัฒนาโครงการ Wellness Destination ที่พัทยา โดย A5 Design รับผิดชอบงานก่อสร้างหลักในส่วน Resort และ Restaurant
ในระยะต่อไปบริษัทต้องการเข้าไปในอุตสาหกรรม Wellness มากขึ้น และอาจต่อยอดไปถึงการให้บริการด้านกายภาพหรือการดูแลลูกบ้านถึงที่
แนวคิดดังกล่าวเป็นการสร้าง Ecosystem เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการต่าง ๆ ได้ โดย A5 Design เป็นหนึ่งใน Ecosystem ด้าน Wellness ที่เข้ามาเสริมบริการให้กับลูกบ้าน
ผู้บริหาร A5 อธิบายว่า A5 Design เกิดขึ้นจากปัญหาที่พบในการขายบ้านระดับราคาสูง เนื่องจากบริษัทไม่ได้ส่งมอบบ้านตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished เมื่อลูกค้าเข้ามาอยู่แล้วจึงมีความต้องการตกแต่งและต่อเติมบ้าน
ตัวอย่างเช่น โครงการหนึ่งมีบ้าน 30-40 หลัง ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีการต่อเติมบ้าน บริษัทจึงนำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างบ้านของโครงการมาต่อยอดเป็นบริการรับ Customize บ้าน ตกแต่ง และต่อเติมให้กับลูกค้า
จากเดิมที่รับงานเฉพาะบ้านในโครงการของตัวเอง ปัจจุบัน A5 Design เริ่มรับงานจากภายนอกด้วย โดยผู้บริหาร A5 ระบุว่า ธุรกิจดังกล่าวกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท โดยมูลค่างานในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท และยังมีงานจากลูกบ้านอีกจำนวนมาก
สำหรับบ้านขนาด 1,000 ตารางเมตร ลูกค้าบางรายต้องการให้ A5 เข้าไปช่วยตกแต่ง เนื่องจากบริษัทมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของบ้านแต่ละหลังอยู่แล้ว ว่าจุดใดสามารถเจาะหรือต่อเติมได้
อีกหนึ่งธุรกิจที่เข้ามาเติมเต็ม Luxury Living Ecosystem คือ Upper Class Solution ซึ่งให้บริการด้าน Property Management ควบคู่กับ Home Expert & Lifestyle Services สำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี
บริการครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการโครงการ งานดูแลบ้าน สวนและสระว่ายน้ำ งานซ่อมบำรุง ไปจนถึงบริการด้าน Lifestyle ที่สามารถออกแบบตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
ลูกค้าที่มีบ้านขนาดใหญ่ไม่ได้ต้องการเพียงบ้านที่ดี แต่ยังต้องการทีมที่สามารถช่วยดูแลบ้านและจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีมาตรฐาน
แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกบ้านของ A5 แต่บริษัทมีแผนขยายบริการไปยังโครงการและลูกค้าภายนอก เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น
ปัจจุบัน Upper Class Solution เริ่มสร้างรายได้ให้กับกลุ่มบริษัทแล้ว
ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสนใจโซลาร์ เนื่องจากช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าไฟ โดยลูกค้าสามารถได้รับบริการดังกล่าวเป็นแพ็กเกจที่อยู่ในโครงการ
ผู้บริหารอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวทำให้บริษัทมองว่าลูกค้าสามารถได้รับทั้งความหรูหรา คุณภาพชีวิต และเรื่องสิ่งแวดล้อมภายในที่เดียว
ธุรกิจดังกล่าวยังเกิดจากความต้องการของลูกบ้านที่มีบ้านขนาดใหญ่และมีทั้งสระว่ายน้ำและสวน โดยลูกค้าต้องการคนมาดูแลสวน ดูแลสระ และบริการอื่น ๆ
A5 จัดตั้ง Upper Class Solution เพื่อดูแลลูกบ้านอย่างครบวงจร ตั้งแต่การดูแลบ้าน ไปจนถึง Lifestyle Services ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล
บริษัทสามารถนำบริการดังกล่าวไปใช้กับลูกบ้าน รวมถึงลูกค้าภายนอก และต่อยอดไปถึงกลุ่ม Airbnb โดยหากลูกค้าต้องการแม่บ้านหรือคนสวน บริษัทสามารถจัดหาให้ผ่านบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลบ้านหรู
นอกจากนี้ หากลูกบ้านต้องการเพิ่มบริการหลังจากซื้อบ้านไปแล้ว เช่น การขยาย Solar Rooftop บริษัทก็สามารถเข้าไปจัดบริการเพิ่มเติมให้ได้
สำหรับเป้าหมายรายได้ Upper Class Solution ในปีแรก บริษัทตั้งเป้า Revenue ไว้ประมาณ 20 ล้านบาท ขณะที่ A5 Design ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นในปีแรกเช่นกัน ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมูลค่างานที่ได้รับเข้ามาเกิน 100 ล้านบาทแล้ว
A5 Design ยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่านั้น โดยบริษัทต้องการนำจุดแข็งด้านดีไซน์ไปแก้ Pain Point ให้กับธุรกิจอื่น ๆ ที่ต้องการเพิ่มความหรูหราหรือใช้ความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์
ผู้บริหารกล่าวว่า ในระยะยาว A5 ยังมองโอกาสจากตลาดบ้านมือสอง โดยบริษัทมองว่าธุรกิจ A5 Design สามารถต่อยอดไปสู่บริการที่เกี่ยวข้องกับบ้านมือสองได้ ทั้งการรับบริการ การรีโนเวตบ้าน และการตกแต่งภายใน
A5 Design จะให้บริการทั้งด้านการออกแบบและให้คำปรึกษา โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นบ้านที่มีระดับราคา 25-200 ล้านบาท ขณะที่ลูกค้าที่ซื้อบ้านจาก A5 ก็สามารถใช้บริการได้เช่นกัน
หลังจากลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์แล้ว บริษัทสามารถเข้าไปดูแลต่อในส่วนของการตกแต่ง โดยบ้านหนึ่งหลังอาจมีมูลค่างานตกแต่งประมาณ 30-40 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท
นอกจากลูกค้าในโครงการแล้ว A5 ยังต้องการขยายไปยังลูกค้าภายนอก โดยนำจุดแข็งด้านดีไซน์ไปสร้างธุรกิจใหม่และเพิ่มบริการให้กับลูกค้า
ในระยะยาวบริษัทมีแผนพัฒนาโครงการบ้านมือสอง และมองว่าธุรกิจดังกล่าวสามารถสร้างรายได้อีกทาง นอกเหนือจากการขายและโอนบ้าน โดยรายได้จากบริการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้รายได้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น
ผู้บริหาร A5 กล่าวว่า ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า A5 ให้ความสำคัญกับ Quality Growth มากกว่าการเติบโตจากขนาดเพียงอย่างเดียว โดยสำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท และมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,140 ล้านบาท ภายในปี 2572 ในทำเลที่มีศักยภาพ
ขณะเดียวกัน กำลังต่อยอดธุรกิจจาก Real Estate Development ไปสู่ Luxury Living Ecosystem ผ่าน A5 Design และ Upper Class Solution ครอบคลุมตั้งแต่ Design & Build ไปจนถึง Property Management, Home Expert และ Lifestyle Services ซึ่งจะช่วยสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายและเพิ่มโอกาสของ Recurring Income
ESG เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้การเติบโต เป็น Quality Growth เพราะเมื่อจำนวนโครงการและธุรกิจเพิ่มขึ้น เราต้องเติบโตไปพร้อมกับมาตรฐานที่สูงขึ้น ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัยการก่อสร้าง ประสิทธิภาพด้านพลังงาน Sustainable Materials สุขภาพและ Well-being ของผู้อยู่อาศัย การดูแลพนักงานและคู่ค้า การบริหารความเสี่ยง และ Governance
ข่าวที่เกี่ยวข้อง