

Krungthai COMPASS ชี้ CORSIA กลไกคาร์บอนภาคบังคับของอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ กำลังเปิดตลาดคาร์บอนเครดิตครั้งใหญ่ในช่วง 2027-2035 คาดสายการบินทั่วโลกต้องชดเชย 840-1,360 ล้านตัน CO2 ขณะที่สายการบินไทยมีภาระ 17-24 ล้านตัน CO2 แต่คาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์ ICAO มีเพียง 41 ล้านตัน สะท้อนโอกาสทองผู้พัฒนาโครงการไทยเร่งยกระดับมาตรฐาน ชิงตลาดที่มีโอกาสสร้าง Price Premium
ภวิกา กล้าหาญ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า CORSIA หรือ Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation เป็นกลไกชดเชยและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคการบินระหว่างประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยกำหนดให้สายการบินต้องติดตาม รายงาน และทวนสอบการปล่อย CO2 จากเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นประจำทุกปี
หากปริมาณการปล่อยสูงกว่าเกณฑ์ Baseline สายการบินจะต้องชดเชยส่วนเกินด้วยการซื้อและยกเลิกคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์ของ ICAO หรือ CEEUs โดยกลไกจะเข้าสู่ช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบมากขึ้นใน Second Phase ปี 2027-2035
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการขยายการมีส่วนร่วมของประเทศต่าง ๆ ทำให้ตลาดการชดเชยคาร์บอนของภาคการบินมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สายการบินยังสามารถนำการลดการปล่อยจากเชื้อเพลิงอากาศยานที่ผ่านเกณฑ์ เช่น Sustainable Aviation Fuel (SAF) มาช่วยลดภาระการชดเชยได้
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ช่วงปี 2027-2035 ความต้องการคาร์บอนเครดิตสำหรับชดเชยการปล่อยของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอาจอยู่ที่ประมาณ 840-1,360 ล้านตัน CO2 (MtCO2)
เมื่อเทียบกับฝั่งอุปทาน ปัจจุบันคาร์บอนเครดิตที่สามารถใช้ภายใต้ CORSIA หรือ CEEUs มีเพียงประมาณ 41 ล้านตัน CO2 สะท้อนช่องว่างระหว่าง Demand และ Supply ที่มีขนาดใหญ่ และอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาคาร์บอนเครดิตที่ผ่านมาตรฐานสากล
ข้อจำกัดด้าน Supply อาจทำให้คาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์ CORSIA มีโอกาสได้รับ Price Premium เมื่อเทียบกับคาร์บอนเครดิตทั่วไป โดยราคาซื้อขายในช่วงปี 2025-2026 อยู่ประมาณ 15-22 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 และมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 25-36 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 ในปี 2027
สำหรับตลาดการชดเชยการปล่อยของปี 2027 คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายทั่วโลกประมาณ 1.4-3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงตลาดดังกล่าวราว 27.4-59.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตไทยในการยกระดับโครงการจากตลาดภายในประเทศไปสู่ตลาดคาร์บอนระดับโลกที่มี Demand จากสายการบินเป็นแรงขับเคลื่อน
ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน Standard T-VER มากกว่า 600 โครงการ แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นการใช้งานในตลาดภายในประเทศ ขณะที่มาตรฐานที่มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดสากลจำเป็นต้องยกระดับข้อกำหนดหลายด้าน
สำหรับ Premium T-VER ได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้ชดเชยภายใต้ CORSIA ใน First Phase แล้ว แต่การนำไปใช้ใน Second Phase ช่วงปี 2027-2029 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ICAO และคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วง ไตรมาส 4/2569
หาก Premium T-VER ได้รับการรับรองต่อเนื่อง จะเป็นช่องทางสำคัญให้โครงการคาร์บอนเครดิตไทยสามารถเข้าถึง Demand จากอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศได้โดยตรง
Krungthai COMPASS มองว่า โครงการของไทยหลายประเภทมีศักยภาพในการยกระดับเข้าสู่ตลาด CORSIA โดยเฉพาะ โครงการอนุรักษ์ชายฝั่งและป่าชายเลน การจัดการป่าไม้ การจัดการนาข้าว พลังงานหมุนเวียน และการจัดการสารทำความเย็น
อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานจาก T-VER ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล โดยประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การกันเครดิตสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยง หรือ Buffer Credits การประเมิน Leakage รวมถึงมาตรการ Safeguards เพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การยกระดับดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มมาตรฐานเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้คาร์บอนเครดิตไทยสามารถขายในตลาดที่มี Demand สูงและมีโอกาสได้รับราคาที่ดีกว่าคาร์บอนเครดิตทั่วไป
จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตไทยควรเริ่มประเมินช่องว่างของโครงการ หรือ Gap Analysis เทียบกับมาตรฐานที่ ICAO ยอมรับ ทั้งด้านข้อมูล วิธีการคำนวณ การทวนสอบ และการบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ ควรเตรียมแผนสำรองในการขอรับรองมาตรฐานสากลอื่น เช่น VCS หรือ Gold Standard เพื่อรองรับกรณี Premium T-VER ยังไม่ได้รับการอนุมัติสำหรับ CORSIA ใน Second Phase
เพราะเมื่อ CORSIA เข้าสู่ช่วงปี 2027-2035 ตลาดคาร์บอนเครดิตสำหรับการบินจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่อง “มีเครดิตหรือไม่” แต่จะกลายเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถผลิตคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ ผ่านมาตรฐานสากล และตอบโจทย์สายการบินได้ก่อน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง